Categories
BLOG

ไม่ยากเลย! วิธีเตรียมไข่ปลาอิคุระ ไข่ปลายอดนิยมสำหรับคนรักไข่ปลา

ฤดูใบไม้ร่วงเป็นช่วงที่ปลาแซลมอนซึ่งเจริญเป็นตัวเต็มวัยในทะเลว่ายน้ำกลับมาเพื่อไปวางไข่ในแหล่งน้ำจืด และเป็นช่วงเวลาที่คนญี่ปุ่นจับปลาแซลมอนนำเนื้อมารับประทานและตัดรังไข่ปลาหรือสุจิโกะ (Sujiko, 筋子) มาวางจำหน่าย เพื่อนำไข่ไปรับประทานดิบ หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในชื่ออิคุระ (Ikura, イクラ) มารู้วิธีการเตรียมไข่ปลาอิคุระกันนะคะ

เคล็ดลับสำคัญในการเตรียมไข่ปลาอิคุระไม่ให้ผิดพลาดแม้จะเตรียมเป็นครั้งแรก

เคล็ดลับสำคัญในการเตรียมไข่ปลาอิคุระมีดังนี้คือ

1. เลือกไข่ปลาสด

ไข่ปลาสดจะทำให้แยกไข่แต่ละเม็ดออกมาได้ง่าย โดยไข่ปลาสดน้ันจะมีเนื้อเยื่อหุ้มที่แน่นใสและไข่ปลามีสีแดงเลือดนก ควรหลีกเลี่ยงไข่ปลาที่มีเส้นเลือดสีแดงและดำที่เห็นได้ชัดจากเนื้อเยื่อหุ้ม และเนื้อเยื่อหุ้มมีลักษณะยุ่ย ซึ่งหมายถึงว่าไข่ปลาไม่สด

2. ล้างไข่ปลาด้วยน้ำที่มีอุณหภูมิประมาณ 40 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิของน้ำประมาณ 40 องศาเซลเซียส จะทำให้ไข่หลุดออกจากเยื่อหุ้มไข่ได้ง่าย

3. เติมเกลือลงไปในน้ำอุ่นที่ใช้ล้างไข่ปลา

การใส่เกลือในความเข้มข้นประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ลงไปในน้ำที่ใช้ล้าง นอกจากจะทำให้ไข่ปลาหลุดออกมาจากเยื่อหุ้มไข่ได้ง่ายแล้ว ก็ยังป้องกันไม่ให้ไข่ปลาแตกง่ายด้วย

วิธีการแยกไข่ปลาออกจากเยื่อหุ้มไข่

1. นำน้ำ 2 ลิตรใส่ในหม้อและเติมเกลือประมาณ 1 ช้อนชาพูนลงไป คนให้เข้ากัน แล้วนำน้ำตั้งไฟจนเริ่มมีฟองอากาศเล็กๆ ลอยขึ้นมา ซึ่งจะบ่งชี้ให้เห็นว่าน้ำมีอุณหภูมิประมาณ 40 องศาเซลเซียส จากนั้นจึงปิดไฟและเทแบ่งน้ำใช้ล้างไข่ปลาอย่างน้อย 3-4 ครั้ง

2. นำน้ำมาเทใส่ภาชนะเล็กๆ แล้วนำไข่ปลา (150-200 กรัม) ใส่ลงไปในภาชนะสำหรับใช้ล้าง จากนั้นใช้นิ้วมือดันเอาไข่ออกมาจากรังไข่

3. เมื่อไข่หลุดออกมาจากรังไข่แล้วก็จะมีเลือดและเนื้อเยื่อสีขาวหลุดปนมาด้วย คนไข่ปลาค่อยๆ และตักหรือหยิบเอาเลือดและเนื้อเยื่อสีขาวออกพร้อมกับล้างด้วยน้ำอุ่นผสมเกลืออีก 3-4 ครั้ง

ไข่ปลาที่หลุดจากเยื่อหุ้มไข่
ไข่ปลาที่ผ่านการล้างด้วยน้ำผสมเกลือ 3-4 ครั้ง

4. นำไข่ปลาเทใส่ตะแกรงเพื่อแยกน้ำออกและวางให้สะเด็ดน้ำประมาณ 5 นาที

วิธีเตรียมเครื่องปรุงเพื่อแช่ไข่ปลา

วัตถุดิบ

  • สาเกปรุงอาหาร 2 ช้อนโต๊ะ
  • มิริน 2 ช้อนโต๊ะ
  • โชยุ 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. นำมิรินและสาเกใส่ในหม้อขนาดเล็ก ต้มจนเดือดเพื่อไล่แอลกอฮอล์ออกไป

 

2. เติมโชยุลงไปในส่วนผสมของมิรินและสาเกปรุงอาหาร ต้มด้วยไฟอ่อนประมาณ 3 นาทีและวางไว้จนเย็น

3. นำไข่ปลาที่วางไว้จนสะเด็ดน้ำใส่ภาชนะมีฝาปิดและเติมส่วนผสมเครื่องปรุงลงไป คนเบาๆ ปิดฝาภาชนะและนำใส่ตู้เย็นประมาณครึ่งวัน ก็สามารถนำไข่ปลาแซลมอนหรืออิคุระมารับประทานได้ โดยสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานประมาณ 7 วัน และแบ่งแยกเก็บในช่องแข็งได้ประมาณ 1 เดือน

ไข่ปลาที่แช่ด้วยส่วนผสมโชยุ มิริน และสาเกปรุงอาหาร
นำไข่ปลาแซลมอนมารับประทานกับข้าว

แม้ว่าวิธีการเตรียมไข่ปลาจะไม่ยากแต่ก็ต้องใช้เวลาและความประณีตในการแยกไข่ปลาออกมา จึงไม่แปลกใจว่าทำไมไข่ปลาแซลมอนถึงมีราคาแพง ทั้งนี้เคล็ดลับสำหรับแยกไข่ปลาสามารถนำไปใช้แยกไข่ปลาบางชนิดของบ้านเราได้ ใครที่ชอบรับประทานไข่ปลาก็ลองนำไปใช้ดูนะคะ      สล็อตเว็บตรง

Categories
BLOG

ข้าวหน้าปลาดิบ (ไคเซ็นด้ง) ราดไข่ปลาแซลมอนล้นชาม ความอร่อยจากฮอกไกโดของแท้มาเสิร์ฟถึงไทยแล้ว!

หนึ่งในความสุขของการไปเที่ยวที่ฮอกไกโดคือการได้กินอาหารทะเลที่สดและอร่อยได้อย่างจุใจ หากใครเคยไปซัปโปโรคงจะเคยเห็นข้าวหน้าอิคุระหรือไข่ปลาแซลมอนอันเลื่องชื่อที่อิคุระล้นพูนออกมานอกชาม หลายคนคงนึกถึงความสดความอร่อยจนหัวใจพองโตนั้นอยู่เป็นแน่ น่าเสียเดียที่ผลกระทบจากสถานการณ์โควิดทำให้เราไม่สามารถเดินทางไปเที่ยวฮอกไกโดได้ แต่เพื่อนๆ ทราบหรือไม่ว่า ในไทยก็มีร้านอาหารญี่ปุ่นที่เสิร์ฟเมนูข้าวหน้าปลาดิบที่ราดไข่ปลาแซลมอนจนล้นชามแบบเดียวกับที่ฮอกไกโดอยู่นะ

 

ร้านอาหารญี่ปุ่น สไตล์ฮอกไกโด เก็นชิยากิ สุขุมวิท 26 คือร้านที่เสิร์ฟเมนูข้าวหน้าปลาดิบถ้วยใหญ่ราดไข่ปลาแซลมอนสดแบบล้นๆ ที่ส่งตรงจากฮอกไกโด ทางร้านมีกิมมิกเล็กๆ ที่ว่าพอพนักงานในร้านทุกคนตะโกนคำว่า “เอ้ย่า” หัวหน้าพนักงานจะเป็นคนมาราดไข่ปลาแซลมอนลงไปบนชาม กิมมิกที่ว่านี้ได้รับเสียงตอบรับดีมากจนทำให้เป็นเมนูยอดฮิต ถึงขั้นที่มีอินฟลูเอ็นเซอร์สายกินหลายคนตามมาลองชิมกันเลยทีเดียว    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

เกี่ยวกับร้านเก็นชิยากิ สุขุมวิท 26


ร้านอาหารฮอกไกโด “เก็นชิยากิ สุขุมวิท 26” เป็นร้านที่เสิร์ฟอาหารโดยใช้วัตถุดิบจากฮอกไกโดซึ่งเป็นวัตถุดิบเดียวกันกับที่ใช้เสิร์ฟร้านที่สาขาในญี่ปุ่น มีคอนเซ็ปคือ “ฮอกไกโดที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯมากที่สุด” นอกจากจะสามารถกินอาหารทะเลสดตามฤดูกาลของฮอกไกโด เช่น หอยนางรม หอยเชลล์หรือไข่ปลาแซลมอลเป็นข้าวหน้าทะเลต่างๆหรือทานเป็นซาชิมิแล้ว ยังมีเมนูที่ห้ามพลาดเลยก็คือ เมนูปลาย่างอย่างปลาฮกเกะ ปลาโกไมหรือปลาชิชาโมะ ที่ย่างบนเตาถ่านจนหนังด้านนอกกรอบ แต่เนื้อปลาข้างในฟูนุ่มและมีกลิ่นหอมฟุ้ง ด้วยวิธีการย่างแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า “เก็นชิยากิ” ซึ่งเป็นชื่อเดียวกันกับชื่อร้านนั่นเอง มาจินตนาการว่าไปเที่ยวฮอกไกโดด้วยการไปดื่มด่ำรสชาติอาหารฮอกไกโดที่แสนอร่อยที่ร้านเก็นชิยากิสุขุมวิท 26 กันนะ

ข้อมูลร้าน Hokkaido Restaurant Genshiyaki 26

ที่อยู่: 83 Sukhumvit 26 Alley, Klongton, Khlong Toei, Bangkok 10110
Facebook Fanpage
Instagram
แผนที่:

 

ถ้าลองไคเซ็นด้งเก็นชิยากิแล้ว มาลองไคเซ็นด้งแบบคลาสสิกที่ฮอกไกโดกันด้วยนะ!

ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในฮอกไกโด
Hokkaido Government Representative Office – ภาษาไทย

Categories
BLOG

เมื่อคนญี่ปุ่นลองกินทุเรียนไทย พันธุ์ไหนอร่อยสุด ณ ปี 2021?

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ช่วงนี้ผู้เขียนบางทีขับรถก็เจอทุเรียนขายข้างทางบ้าง ได้ยินว่าที่จันทบุรีหรือไงนี่แหละ พัฒนาทุเรียน “กระดุม” ขึ้นมาใหม่ อร่อยกว่าเดิม แต่เอาจริงๆ ผู้เขียนปีนี้ไม่นึกอยากกินทุเรียนเท่าไหร่ และช่วงที่ผ่านมาบางทีก็มีฝนตกบ้าง (ทุเรียนโดนน้ำฝนไม่อร่อยหรอก แม่ว่า) พอดีไปเจอที่คนญี่ปุ่นในไทยเขาพูดเรื่องที่ว่าได้ลองกินทุเรียนสามพันธุ์ คือ หมอนทอง ก้านยาว ชะนี ซึ่งผลลัพธ์สรุปได้ดังนี้ครับ

ทุเรียนนั้นพอส่งไปขายที่ญี่ปุ่นเป็นของแพงครับ ลูกหนึ่ง (1.5 กก. ถึง 2 กก.) ราคา 5,000 ถึง 7,000 เยน (ห๊า ลูกละพันสี่!!!) แต่เมืองไทยถูกกว่านั้นแน่นอน ซื้อแพ็กหนึ่งสักสองร้อยบาทก็มี ในทัศนะคนญี่ปุ่น หลายคนอาจว่า “มันเหม็น” แต่เดี๋ยวนี้ก็มีการพัฒนาสายพันธุ์แล้ว “ไม่เหม็น” หรอกนะจ๊ะ

สำหรับคนญี่ปุ่น ทุเรียน “หมอนทอง” ไม่เหม็นหรอกจ้ะ ถ้ายิ่งแช่เย็นยิ่งแทบไม่มีกลิ่น คนญี่ปุ่นน่าจะต้องชอบเพราะมันสีอ่อน และเนื้อออกจะ ครีมๆ หน่อย (แต่มีคำแนะนำอีกว่าทุเรียนเอาไปแช่เย็นกลิ่นจาง รสก็จางด้วย ถ้าจะกินเอารสทุเรียน ต้องกินในอุณหภูมิห้อง)

ส่วนทุเรียนก้านยาวนั้น มีกลิ่นโดดเด่นกว่า (หอมนะไม่ใช่เหม็น) และคนญี่ปุ่นบอกว่า “แพงกว่าหมอนทองและชะนี” (ของมันหากินยาก) ส่วนรสชาติในทัศนะคนญี่ปุ่นนั้น เขาพรรณนาว่า “เนื้อเนียนละเอียดคล้ายมูสผสมครีมชีส 80% และครีมคัสตาร์ด 20%” โหย บรรยายซะเป็นผลไม้วิเศษเลย (ทำเป็นเล่นไป คนญี่ปุ่นบางคนให้สมญาทุเรียนว่า คุดะโมโนะ โนะ โอซามะ 果物の王様 “ราชาผลไม้” กันเลยทีเดียว)

 

ทุเรียน “ชะนี” นั้น สีเนื้อจะเข้มๆ หน่อย แต่เนื้อเหลว หวาน เขาถึงกับบรรยายรสชาติเนื้อทุเรียนว่า “คัสตาร์ดครีมและอัลมอนด์” “กินแล้วรู้สึกเหมือนมีเยื่อน้ำมันที่ลิ้นเหมือนตอนที่กินชอร์ตเค้ก” โหววว แต่เนื่องจากรสและกลิ่นแรง “จึงไม่แนะนำสำหรับผู้ที่เพิ่งหัดกินทุเรียน”

 

อื้อหืมม อ่านแล้วเป็นไงกันบ้างครับ อยากกินทุเรียนขึ้นมาเลยไหมครับ?

นานมาแล้วผู้เขียนไปเที่ยวสิงคโปร์ แค้นใจมากกับทุเรียนที่นั่น (สิงคโปร์ไม่ได้ปลูกเองหรอกนะ คาดว่าคงนำเข้าจากมาเลย์ ไม่งั้นก็ทุเรียนใต้จากเมืองไทยนี่หละ) กลิ่นมันเตะจมูกเหลือเกิน เดินอยู่อีกฟากถนนร้านแกะออกมา ยังได้กลิ่น (กลิ่นมันข้ามถนนสองเลนมาได้) กลิ่นน่ะน่าสนใจ แต่เนื้อเหลืองมากและ “เละ” มาก พอดีผู้เขียนชอบกินแบบหมอนทอง เนื้อสีอ่อนๆ กรอบนอกนุ่มใน ทุเรียนสิงคโปร์สำหรับผู้เขียนเลยขอให้สามไม่ผ่านละกันนะ (ฮา) อ้อ ทุเรียนที่สิงคโปร์มีที่นั่งให้กินเลยนะครับตรงร้านเลย เพราะเขาห้ามเอาขึ้นรถเมล์ ฝ่าฝืนโดนปรับ 5,000 SGD คิดเป็นเงินไทยก็แค่แสนเอ็ดเอง (เฮ้ย!!!)

อยู่เมืองไทยกินทุเรียนไทยนี่แหละครับดีสุด ฟังคนญี่ปุ่นในไทยบรรยายสิ หยดย้อยเลย (ฮา)    UFABET เว็บตรง

ขอแนะนำบทความนี้ด้วย:

  1. 10.1.2021-ANIPOD เม้ามอยอนิเมะ EP2 ชี้เป้าอนิเมะน่าดูต้นปี 2021
  2. จัดอันดับถุงโชคดี (Lucky bag) น่าซื้อประจำปี 2021
  3. แนะนำ! คาเฟ่ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน 2021 ที่เหมือนดั่งท่องร้านอาหารอเมริกันสมัยก่อน
  4. เทศกาลหิมะซัปโปโร 2021 จัดแสดงผ่าน “ออนไลน์” เพราะพิษโควิด-19
Categories
BLOG

ทำไมต้องคู่กัน? คู่วัตถุดิบที่คนญี่ปุ่นนิยมนำมาใช้ร่วมกันในเมนูอาหาร

หากรับประทานอาหารญี่ปุ่นบ่อยๆ คงจะสังเกตเห็นว่าเมนูอาหารญี่ปุ่นมักจะมีสิ่งที่เสิร์ฟมาพร้อมกับเมนูหลัก เช่น ซาชิมิกับวาซาบิ ปลาย่างกับหัวไชเท้าขูด และกระเทียมกับเนื้อย่าง เป็นต้น เพราะอะไรถึงต้องรับประทานคู่กัน? ลองมาดูวัตถุดิบที่คนญี่ปุ่นนิยมนำมารับประทานด้วยกันพร้อมเหตุผลกันค่ะ

ส้มคาโบสึ (カボス) หรือสึดาชิ (スダチ) หรือมะนาวเหลือง (レモン) กับปลาเค็มญี่ปุ่น

ปลาเค็มญี่ปุ่น เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาไข่ชิชาโมะ และชิราสึ อุดมไปด้วยโปรตีนและแคลเซียม คนญี่ปุ่นจำนวนมากมีแนวโน้มว่าร่างกายขาดแคลเซียม ปลาเหล่านี้จึงเป็นแหล่งแคลเซียมที่ดี พวกเขามีวิธีการรับประทานโดยการบีบส้มคาโบสึ สึดาชิหรือมะนาวเหลืองลงบนปลาเค็มญี่ปุ่น ซึ่งวิธีการดังกล่าวนอกจากจะเสริมความอร่อยและลดกลิ่นปลาเค็มแล้ว กรดซิตริกในส้มเหล่านี้จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมจากปลาเข้าสู่ร่างกายได้ดี

มิโซะกับผักและสาหร่ายทะเล

มิโซะมีรสเค็มจากเกลือที่เติมลงไปในขั้นตอนการหมัก คนญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยโบราณปรุงมิโซะโดยเติมผักต่างๆ มันฝรั่งและสาหร่ายทะเล เช่น วาคาเมะลงไป  เพื่อความสะดวกในการรับประทานผักต่างๆ ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อีกทั้งผักยังอุดมไปด้วยโพแทสเซียม และสาหร่ายอุดมไปด้วยสารฟูคอยแดนและกรดอัลจินิก  สารเหล่านี้ทำหน้าที่ในการขับเกลือส่วนเกินออกจากร่างกายส่งผลในการช่วยป้องกันความดันโลหิตสูง แม้ว่าปัจจุบันมีงานวิจัยว่ารสเค็มของมิโซะนั้นไม่มีผลต่อความดันโลหิตสูง เนื่องจากสารในถั่วเหลืองมีผลในการลดความดันโลหิต และสารประกอบจากหัวเชื้อโคจิมีบทบาทสำคัญในการขับเกลือออกจากไต แต่การรับประทานซุปมิโซะเติมผักได้กลายเป็นเมนูในชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่นมาช้านานแล้ว

หัวไชเท้าขูดกับปลาย่าง

หัวไชดิบเท้าขูดอุดมไปด้วยเอนไซม์อะไมเลส โปรติเอส และไลเปสซึ่งย่อยสลายแป้ง โปรตีน และไขมันตามลำดับ คนญี่ปุ่นสมัยก่อนนิยมนำหัวไชเท้าขูดมารับประทานพร้อมกับโมจิและปลา เพื่อช่วยให้ร่างกายย่อยอาหารเหล่านี้ได้ง่ายและบรรเทาอาการท้องอืดได้ดี

ตับผัดกุยช่าย (レバニラ)

ตับผัดกุยช่ายเป็นเมนูอาหารจีนยอดนิยมในญี่ปุ่น ซึ่งมักจะเสิร์ฟพร้อมกับข้าวสวยร้อนๆ ตับหมูและไก่อุดมไปด้วยวิตามินบี ซึ่งเป็นโคเอนไซม์ที่จำเป็นสำหรับการเผาผลาญน้ำตาลที่ร่างกายรับเข้าไปให้เป็นพลังงาน อีกทั้งตับยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็กจึงช่วยป้องกันโลหิตจางด้วย กุยช่ายเป็นผักที่อุดมไปด้วยสารอัลลิลซัลไฟด์ (Allyl Sulfide) ซึ่งมีอยู่ในกระเทียมและหอมด้วย สารชนิดนี้จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินบีได้ดี เมื่อนำเมนูตับผัดกุยช่ายมารับประทานพร้อมกับข้าวสวยจะเสริมให้ร่างกายนำวิตามินบีมาช่วยเสริมการเผาผลาญน้ำตาลจากข้าวให้เป็นพลังงาน ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าได้ดี

 

ศาตร์แห่งการปรุงอาหารให้อร่อย คือ การรู้จักเลือกวัตถุดิบมาเข้าคู่กันอย่างลงตัวเพื่อเพิ่มทั้งรสชาติและคุณค่าสารอาหาร ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโภชนาการจำนวนไม่น้อยได้มาจากภูมิปัญญาของคนในอดีต ที่ทำให้เราต้องนึกขอบคุณเมื่อตักหรือหยิบอาหารอร่อยเข้าปาก ในเมืองไทยก็มีคู่อาหารที่รับประทานด้วยกันมาตั้งแต่โบราณค่ะ ลองนึกดูนะคะว่ามีอะไรบ้าง    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

Categories
BLOG

“อาซาฮิกาว่าราเมง” 1 ใน 3 สุดยอดราเมงฮอกไกโดที่คนรักราเมงต้องไม่พลาด!

ราเมงของฮอกไกโดถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเมนูยอดฮิตที่ห้ามพลาดหากมีโอกาสได้ไปเยือนถึงถิ่นกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นซัปโปโรราเมง อาซาฮิกาว่าราเมง ฮาโกดาเตะราเมง หรือราเมงประจำถิ่นอื่นๆ ทั่วทั้งจังหวัดต่างก็มีดีมีเด่นแตกต่างกันไป คราวนี้เราจะพาเพื่อนๆ มารู้จักกับหนึ่งในสุดยอดราเมงฮอกไกโดอย่าง “อาซาอิกาว่าราเมง” และเหตุผลที่คนรักราเมงห้ามพลาดเมนูนี้กัน!

อาซาฮิกาว่าเป็นเมืองแบบไหน

asahikawa

ก่อนจะไปทำความรู้จักกับราเมง เรามารู้จักเมืองต้นกำเนิดเมนูนี้กันก่อน เมืองอาซาฮิกาว่าตั้งอยู่ใจกลางจังหวัดฮอกไกโด จัดเป็นเมืองใหญ่อันดับสองรองจากซัปโปโร และเป็นเมืองที่ติด 3 อันดับเมืองราเมงประจำจังหวัดด้วย นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของสวนสัตว์ฮาซาฮิยามะชื่อดังที่เต็มไปด้วยสัตว์เมืองหนาวมากมาย ดังนั้นหากเพื่อนๆ ตั้งใจจะไปเที่ยวฮอกไกโดและชื่นชอบราเมงก็ไม่ควรพลาดมาเยือนเมืองนี้ เพราะที่นี่มีร้านราเมงให้เลือกมากมาย ชนิดที่เดินเข้าออกร้านได้แบบนับครั้งไม่ถ้วนเลยทีเดียว!

อาซาฮิกาว่าราเมงคืออะไร

อาซาฮิกาว่าราเมง (旭川ラーメン) เป็นเมนูราเมงท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงของเมืองอาซาฮิกาว่า จังหวัดฮอกไกโด โดดเด่นด้วยน้ำซุปโชยุ (ซอสถั่วเหลือง) ที่ค่อนข้างมันเพราะมีน้ำมันหมูเป็นส่วนประกอบเพื่อซุปยังอุ่นอยู่แม้ในอากาศหนาวของฮอกไกโด เส้นราเมงมีลักษณะแข็งหยัก ส่วนท็อปปิ้งหลักๆ จะเป็นเนื้อหมู หน่อไม้ และต้นหอม

อาซาฮิกาว่าราเมงมีความเป็นมาย้อนไปในช่วงต้นสมัยโชวะ (ค.ศ. 1926) ทว่าไม่พบบันทึกต้นกำเนิดที่แน่ชัด ก่อนจะหายไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และกลับมาใหม่หลังจากที่สงครามสิ้นสุดราวๆ ปีค.ศ. 1947 และค่อยๆ กลายมาเป็นเมนูขึ้นชื่อประจำเมืองอาซาฮิกาว่าไปในที่สุด โดยในปี 2001 อาซาฮิกาว่าราเมงได้รับการรับรองให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของฮอกไกโดด้วย

หากถามว่าอาซาฮิกาว่าราเมงเป็นเมนูที่สำคัญขนาดไหน ก็ต้องตอบว่าขนาดที่มีการสร้างหมู่บ้านอาซาฮิกาว่าราเมง (Asahikawa Ramen Village) ขึ้นมาเลยทีเดียว! ภายในหมู่บ้านได้รวบรวมร้านราเมงเด็ดๆ ของเมืองเอาไว้หลายร้าน ดึงดูดคนรักราเมงจากทุกหนแห่งให้มารวมตัวกันเพื่อลิ้มลองราเมงรสเด็ดประจำเมือง จนกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวฮอตฮิตของเมืองอาซาฮิกาว่าไปเลย

 

แนะนำ! Baikohken ต้นตำรับอาซาฮิกาว่าราเมงจากฮอกไกโด

 

สำหรับใครที่อดใจรอไม่ไหว อยากจะไปกินฮาซาฮิกาว่าราเมงให้ได้ตอนนี้เดี๋ยวนี้! เราก็มีข่าวดีมาฝาก เพราะเพื่อนๆ สามารถไปลิ้มลองฮาซาฮิกาว่าราเมงรสต้นฉบับจากฮอกไกโดได้แล้วที่ร้าน Baikohken Ramen ห้างฯ ไอคอนสยาม ราเมงร้านนี้มีประวัติยาวนานกว่า 40 ปี โดดเด่นด้วยมิโสะที่นำเข้าจากฮอกไกโดโดยตรง ทำให้มั่นใจได้เรื่องความอร่อยตามแบบฉบับต้นตำรับฮาซาฮิกาว่าราเมงของฮอกไกโดแท้ๆ ที่สำคัญคือร้านนี้ใส่ใจสุขภาพ ปรุงรสน้อย แต่ดึงรสชาติของวัตถุดิบออกมาได้อย่างลงตัว ทำให้เหมาะกับสายเฮลตี้มากๆ อ้อ! จะบอกว่าร้านนี้เป็นหนึ่งในร้านดังที่อยู่ในหมู่บ้านอาซาฮิกาว่าราเมงด้วยนะ เพราะงั้นห้ามพลาดเลย~!!          UFABET เว็บตรง

Baikohken Ramen


พิกัด: ห้างไอคอนสยาม โซน Siam Takashimaya ชั้น G
เวลาทำการ: 10.00-22.00 น.
โทร: 021179617
เว็บไซต์: www.baikohken.com/shop/thailand.html
Facebook: Baikohkenth
Instagram: @baikohkenth

Categories
BLOG

โทโคโระเท็น เส้นหมี่ญี่ปุ่นที่มีวิธีรับประทานแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่

เสน่ห์ที่สำคัญของอาหารญี่ปุ่นคือ อาหารตามฤดูกาลซึ่งทำให้ผู้คนรู้สึกเพลิดเพลินและมีชีวิตชีวาไปกับฤดูกาลต่างๆ หนึ่งในอาหารที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานในช่วงฤดูร้อน คือ โทโคโระเท็น (Tokoroten, ところてん) ซึ่งเป็นเส้นหมี่ญี่ปุ่นชนิดพิเศษที่รับประทานคล่องคอ และมีวิธีการรับประทานที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ของญี่ปุ่น มารู้จักโทโคโระเท็นและวิธีการนำมารับประทานของคนญี่ปุ่นกันค่ะ

รู้จักโทโคโระเท็นและความเป็นมา

โทโคโระเท็น
สาหร่ายทะเลวัตถุดิบในการทำโทโคโระเท็น

โทโคโระเท็นเป็นเส้นหมี่ญี่ปุ่นที่มีลักษณะใสคล้ายเยลลี่ ทำจากวุ้นที่สกัดมาจากสาหร่ายทะเลชื่อเท็นกุสะ (Tengusa, 天草) คนญี่ปุ่นรับประทานเส้นหมี่ชนิดนี้มาเป็นเวลามากกว่า 1,200 ปี โดยรับอิทธิพลมาจากจีนตั้งแต่สมัยนารา และในสมัยนั้นเส้นหมี่ชนิดนี้เป็นอาหารหรูที่รับประทานกันเฉพาะในหมู่ขุนนางญี่ปุ่น แต่เมื่อเข้าสู่สมัยเอโดะคนทั่วไปก็สามารถรับประทานเส้นหมี่วุ้นนี้ได้ และรับประทานกันมาจนถึงปัจจุบันซึ่งหาซื้อได้ง่ายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อทั่วไป

โทโคโระเท็นกับวิธีการรับประทานที่แตกต่างกันตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วญี่ปุ่น

คนพื้นที่คันไซในจังหวัดต่างๆ เช่น เกียวโต โอซาก้า นาระ ชิกะ วาคายามะ และโทคุชิมะ รับประทานโทโคโระเท็นเป็นของหวานกับน้ำเชื่อมคุโรมิสึ คนในพื้นที่คันโต เช่น โตเกียว เป็นต้น รับประทานโทโคโระเท็นกับโชยุผสมน้ำส้มสายชู และคนในจังหวัดโคจิรับประทานโทโคโระเท็นกับน้ำซุปจากปลาโบนิโตะแห้งคล้ายกับอุด้งและโซเม็ง

โทโคโระเท็นกับน้ำเชื่อมคุโรมิสึ
โทโคโระเท็นกับซอสจากส่วนผสมของโชยุและน้ำส้มสายชู

วิธีการนำโทโคโระเท็นมารับประทานแบบอื่นๆ

ด้วยเป็นเส้นหมี่วุ้นที่ให้พลังงานต่ำ โทโคโระเท็น 100 กรัมให้พลังงานเพียงแค่ 2 กิโลแคลอรี่ และมีเส้นใยอาหารประมาณ 0.6 กรัม คนญี่ปุ่นนิยมนำเส้นหมี่ชนิดนี้มารับประทานเพื่อคลายร้อนไปพร้อมกับการควบคุมน้ำหนัก นอกจากวิธีการนำมารับประทานข้างต้นแล้วก็ยังนำโทโคโระเท็นมารับประทานกับส่วนผสมเครื่องปรุงมากมาย เช่น ซอสเปรี้ยวพอสซึ (Ponzu sauce), น้ำสลัดงา, เมนซึยุ (Mentsuyu) และขิงขูด, เกลือ พริกไทยและน้ำมันมะกอก, โชยุ กิมจิและน้ำมันงา,  น้ำผึ้งและผงถั่วเหลืองคินาโกะ และ ไอศกรีมวนิลลาและผลไม้กระป๋อง เป็นต้น

โทโคโระเท็น

 

โทโคโระเท็นมีรสชาติที่ขมเล็กน้อยแต่จะอร่อยขึ้นมาทันทีเมื่อรับประทานกับเครื่องปรุงรสหลากหลาย ด้วยมีปริมาณพลังงานต่ำสาวๆ ญี่ปุ่นจะโปรดปรานเส้นหมี่ชนิดนี้เป็นพิเศษ ไว้มาเยือนญี่ปุ่นก็ลองชิมเมนูจากโทโคโระเท็นดูค่ะ    UFABET เว็บตรง

Categories
BLOG

เปิดแล้ว “Shibuya Scramble Square” แลนด์มาร์คใหม่แห่งชิบูย่ากับจุดชมวิวสุดอลังการที่ต้องไปให้ได้สักครั้ง

“ชิบูย่า” ย่านการค้าของกรุงโตเกียวที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก กับภาพความวุ่นวายของผู้คนมหาศาลบน 5 แยกที่ใครๆก็ต้องเคยเห็นภาพ ชิบูย่าไม่เคยหลับใหลและไม่เคยหยุดนิ่ง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีศูนย์การค้าขนาดยักษ์เปิดตัวอย่างต่อเนื่องหลายที่ เช่น Shibuya Hikarie, Shibuya Stream และเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมาก็ถึงคราวของ Shibuya Scramble Square ที่เปิดตัวประกาศขอเป็นแลนด์มาร์คอีกแห่งของชิบูย่าแห่งนี้ ที่นอกจากจะมีร้านค้า ร้านอาหารมากมายแล้ว จุดชมวิวของที่นี่ก็ยังเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่จะทำให้นักท่องเที่ยวต้องอยากแวะมาสักครั้ง

Shibuya Scramble Square

 

“Shibuya Scramble Square” เปิดให้บริการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เป็นอาคารที่รวมเอาทั้งศูนย์การค้าที่มีบริการหลากหลายมาไว้ในแห่งเดียว ตั้งอยู่เชื่อมกับสถานีชิบูย่า เป็นหนึ่งในโปรเจ็คต์ยักษ์ในการพัฒนาย่านชิบูย่าใหม่อีกครั้ง “Shibuya Scramble Square” มีทั้งหมด 54 ชั้น แบ่งเป็นชั้นใต้ดิน 7 ชั้นและ 47 ชั้นบนพื้นดิน มีความสูงถึง 230 เมตร ถือเป็นตึกที่สูงที่สุดในย่านชิบูย่า มาพร้อมกับจุดชมวิวที่ชั้นบนสุดซึ่งสามารถมองลงมาเห็น 5 แยกชิบูย่าได้ นอกจากนี้ยังมีตึกสำนักงานให้เช่าและศูนย์การค้าที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ “New Shibuya”

หนึ่งไฮไลต์ของ “Shibuya Scramble Square” ก็คือ ศูนย์อาหารที่ชั้นใต้ดินในชื่อ Carat ที่มีร้านจำหน่ายของหวานสุดหรูเป็นจำนวนมาก รวมถึงบ้างร้านก็เป็นร้านที่เพิ่งเริ่มนำสินค้ามาวางจำหน่ายที่ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกอีกด้วย

ในส่วนของขาช็อปก็ไม่ต้องกลัวเหงา เพราะที่ “Shibuya Scramble Square” ประกอบไปด้วยร้านค้าให้ช็อปปิ้งถึง 60% โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ชั้น 3 ซึ่งเป็นจุดที่เชื่อมต่อกับสถานี JR และรถไฟใต้ดินสาย Metro Ginza มีร้านหรูมากมายที่ต้องถูกใจขาช็อปอย่างแน่นอน อีกหนึ่งโซนที่น่าสนใจก็คือ ร้าน TSUTAYA ที่ชั้น 11 ซึ่งนอกจากจะมีร้านหนังสือแล้ว ยังมีส่วนที่เป็นเลาจ์ให้นั่งพักผ่อนอ่านหนังสือหรือชมวิวได้ในราคา 1,650 เยน/90 นาที โดยราคานี้เพื่อน ๆ สามารถทานกาแฟ ขนมของว่างต่าง ๆ ได้แบบไม่อั้นเลยล่ะ

โซนที่พลาดไม่ได้ก็คือ “Shibuya Sky” จุดชมวิวที่ชั้นดาดฟ้า สำหรับใครที่อยากขึ้นไปชมวิวชิบูย่าจากตึกที่สูงที่สุดในย่านชิบูย่าแล้วละก็ ให้เพื่อน ๆ ไปซื้อตั๋วที่ชั้น 14 จากนั้นก็จะสามารถขึ้นลิฟต์ไปถึงด้านบนได้เลย โดยลิฟต์ที่พาขึ้นไปด้านบนก็มีความพิเศษคือ เป็นลิฟต์ที่มีภาพแอนิเมชั่นสุดล้ำสมัยให้ชมที่เพดานลิฟต์ราวกับว่าลิฟต์ดังกล่าวกำลังพาเพื่อน ๆ ทะลุไปอีกหนึ่งมิติกันเลยทีเดียว

นอกจากจะได้ชมความสวยงามของชิบูย่าและกรุงโตเกียวจากความสูง 230 เมตรเหนือพื้นดินแล้ว ที่ “Shibuya Sky” ยังถูกออกแบบมาเป็นลานกว้าง สามารถมองเห็นวิวด้านล่างได้แบบ 360° ซึ่งแตกต่างจากจุดชมวิวทั่วไปที่ผู้คนจะต้องเบียดเสียดกัน และยังมีดีไซน์ที่ถูกออกแบบมาแล้วให้ถ่ายรูปออกมาได้สวย เท่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโซน “Shibuya Edge” ซึ่งอยู่ตรงมุมหนึ่งของตึก พร้อมการออกแบบกำแพงกระจกให้ต่ำเนียนไปกับเส้นขอบฟ้า เมื่อออกไปยืนตรงจุดนี้จึงเหมือนกับตัวของเราลอยอยู่ท่ามกลางตึกระฟ้ามากมายของโตเกียว ถึงจะดูหวาดเสียวเล็กน้อย แต่รับประกันว่ารูปที่ได้จะต้องสวยถูกใจอย่างแน่นอนค่ะ

ที่จุดชมวิว “Shibuya Sky” นี้ค่อนข้างมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด สิ่งของที่ห้ามนำขึ้นไป เช่น ขาตั้งกล้อง ของใช้ขนาดใหญ่ หมวก ผ้าพันคอ เป็นต้น แต่ก็มีจุดรับฝากของพร้อมให้บริการอยู่นะคะ นอกจากนี้ในวันที่อากาศไม่ดีก็จะไม่เปิดให้ออกไปยังจุดชมวิวด้านนอกได้ สำหรับราคาค่าเข้าชมก็อยู่ที่ 2,000 เยน แต่หากซื้อตั๋วผ่านทางเว็บไซต์ก็จะถูกลงเหลือ 1,800 เยนสำหรับผู้ใหญ่และ 1,400 กับ 900 เยนสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมและประถมตามลำดับ อีกหนึ่งข้อดีของการจองผ่านเว็บก็คือ ไม่ต้องกลัวว่าจะไปเสียเที่ยวแล้วจะไม่ได้ขึ้นด้วยนะคะ เพราะที่ “Shibuya Sky” ใช้ระบบจำกัดเวลาการเข้าชมและจำนวนคน เพื่อให้ประสบการณ์การชมวิวที่จุดชมวิวแห่งนี้เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำสำหรับทุกคน

 

 

ขอบอกเลยว่าแค่มาที่ “Shibuya Scramble Square” แห่งนี้ที่เดียว ก็แทบจะสัมผัสกับความเป็นชิบูย่าได้แบบครบทุกมุมมองแล้วค่ะ สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่านอกจากไปถ่ายรูปกับรูปปั้นฮาจิโกะ และเดินข้ามแยกชิบูย่าแล้วจะทำอะไรดี แนะนำให้แวะไปที่แลนด์มาร์คใหม่ “Shibuya Scramble Square” แห่งนี้กันได้เลยนะคะ  UFABET เว็บตรง

ขอแนะนำบทความนี้ด้วย:

  1. โตเกียวช่วงเช้าก่อน 10 โมง ไปเที่ยวไหน ทำอะไรได้บ้าง?
  2. เก็บสตรอว์เบอร์รีสด ๆ บนรถบัสไปกับ “Ichigosan Bus”
  3. “RETHINK CAFE SHIBUYA” คาเฟ่นั่งทำงานที่ให้บริการเหมือนออฟฟิศ!
  4. แนะนำ 7 คาเฟ่ในชิบูย่าพร้อม Birthday Plate น่ารัก ๆ ในวันเกิดแสนพิเศษ
Categories
BLOG

หนาวนี้ยังไม่หมดฟิน ชวนนั่ง JR EAST ไปสัมผัสเสน่ห์เมืองหิมะ ครบรสทั้งชม เล่น กิน ที่โทโฮคุและชินเอ็ทสึ

ภูมิภาคโทโฮคุและภูมิภาคชินเอ็ทสึอยู่ทางเหนือสุดถัดลงมาจากภูมิภาคฮอกไกโดของญี่ปุ่น มีอากาศเย็นสบายตลอดปี และโดยเฉพาะในฤดูหนาวที่อากาศหนาวจัดและหิมะลงปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่ง คุณจะได้ดื่มด่ำกับทัศนียภาพสีขาวบริสุทธิ์อันหาดูได้ยาก และยังได้สัมผัสกิจกรรมสไตล์ฤดูหนาวแบบแท้ๆ ไม่ว่าจะแช่ออนเซ็นร้อนๆ ท่ามกลางหิมะ เล่นสกีที่ลานสกีระดับโลก หรือตื่นตากับเทศกาลพื้นเมืองสุดครื้นเครง รวมถึงลิ้มรสอาหารท้องถิ่นแสนอร่อย อีกทั้งคุณยังสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายเพียงใช้ JR EAST PASS สุดคุ้ม รับรอบว่าคุณจะได้รับความประทับใจกันอย่างครบรสเลยทีเดียว วันนี้เรามีแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถเดินทางได้ด้วย JR EAST PASS มาฝากกัน

ปีศาจหิมะแห่งซาโอะ จังหวัดมายากาตะ

ภาพของปีศาจหิมะ หรือ Snow Monster ที่ตั้งเรียงรายไปตามแนวเขาสูง พร้อมทัศนียภาพที่ต่างกันไปตามแสงสะท้อนของดวงอาทิตย์ไม่ว่าจะยามบ่าย คล้อยเย็น หรือกลางดึก ทำให้สถานที่แห่งนี้งดงามราวกับเป็นผลงานศิลปะชิ้นเอก คุณสามารถชื่นชมศิลปะผืนนี้แบบพาโนรามาได้ระหว่างนั่งกระเช้าขึ้นไปบนยอดเขา และหากอยู่ต่อถึงช่วงค่ำคุณจะได้นั่งรถตะลุยหิมะเพื่อเข้าไปชมปิศาจหิมะประดับไฟกลางคืนอย่างใกล้ชิดอีกด้วย
พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area)

ปีศาจหิมะ ภูเขาฮักโกดะ จังหวัดอาโอโมริ

อีกหนึ่งสถานที่ชมปีศาจหิมะอันโด่งดัง เกิดจากต้นไม้มากมายบนภูเขาฮักโกดะทนต้านแรงลมและหิมะจนก่อเป็นรูปร่างแท่งน้ำแข็งอันสวยงามในที่สุด ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การไปชมมากที่สุดคือช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ซึ่งคุณจะได้พบกับโลกสีขาวโพลนสุดแสนมหัศจรรย์ นอกจากนี้คุณยังสามารถเพลิดเพลินกับภาพของปีศาจหิมะที่มีทิวเขาขาวสุดกว้างไกลเป็นฉากหลังขณะนั่ง Hakkoda Ropeway ได้อีกด้วย ถือเป็นไฮไลท์เด็ดห้ามพลาดเลยทีเดียว
พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area)

แม่น้ำและทางรถไฟสายทาดามิ จังหวัดฟุคุชิมะ

หากคุณต้องการนั่งรถไฟชมวิวหิมะ เราขอแนะนำทางรถไฟสาย JR Tadami Line ที่สวยงามติดอันดับ 1 ใน 3 เส้นทางรถไฟที่มีทิวทัศน์งดงามที่สุดของญี่ปุ่น รถไฟขบวนนี้จะพาคุณวิ่งเข้าสู่โลกของหิมะขาวสะอาดและข้ามแม่น้ำทาดามิด้วยสะพานเหล็กให้ความรู้สึกราวกับกำลังล่องลอยอยู่ในม่านเมฆ และหากคุณพอมีเวลา อย่าลืมแวะลงที่สถานีนี้เพื่อเก็บภาพของสะพานเหล็กที่สะท้อนเงาลงบนแม่น้ำทาดามิขณะถูกโอบล้อมด้วยภูเขาหิมะ
พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area)

นาขั้นบันได โฮชิโทเกะ จังหวัดนีกาตะ

นาข้าวที่เรียงเป็นขั้นบันไดนับเป็นจุดเด่นของเมืองโทกะมาจิ ผืนนาน้อยใหญ่เรียงกันกว่า 200 ขั้นกระจายตัวดูคล้ายเกล็ดปลาเกลื่อนกลาดอยู่บนผืนหิมะระยิบระยับ ไม่ว่าจะเป็นยามเช้าที่แสงอาทิตย์ส่อง ยามพลบค่ำตะวันตกดิน หรือยามค่ำคืนที่ดวงดาวเต็มฟ้า นาขั้นบันไดแห่งนี้ก็ยังเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ไม่ซ้ำกัน ทำให้แม้จะมาชมอีกสักกี่ครั้งก็สร้างความประทับใจได้ทุกครั้งไป
พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Nagano, Niigata area)

นิวโตออนเซ็น จังหวัดอาคิตะ

ท่ามกลางความหนาวเย็น หากได้แช่ออนเซ็นร้อนๆ พร้อมชมวิวของหิมะสีขาวคงรู้สึกอุ่นกายสบายใจเป็นอย่างแน่ เราขอแนะนำมาแช่ออนเซ็นกันที่นิวโตออนเซ็น ซึ่งเป็นหมู่บ้านออนเซ็นตั้งอยู่บริเวณเชิงเขานิวโตในอุทยานแห่งชาติโทวาดะ-ฮาจิมันไต ประกอบด้วยออนเซ็น 7 แห่ง แต่ละแห่งมีแหล่งกำเนิดและคุณสมบัติของน้ำแร่ที่แตกต่างกันไป ว่ากันว่าหากแช่ออนเซ็นครบทั้ง 7 แห่งนี้จะสามารถรักษาได้สารพักโรคเลยทีเดียว
พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area)

ออนเซ็นลิง Snow Monkey จังหวัดนากาโนะ

แหล่งท่องเที่ยวของนากาโนะอันโด่งดังไปทั่วโลกคงจะหนีไม่พ้นการมาดู Snow Monkey หรือลิงออนเซ็น ที่สวนลิงจิโกคุดานิในหุบเขาโดยมีแม่น้ำโยโคยุไหลลงมาจากที่ราบสูงชิกะโคเง็น โดยเฉพาะในฤดูหนาว คุณจะได้พบกับเหล่าลิงป่าที่หนีหนาวพากันลงมาแช่ออนเซ็นเพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย ใบหน้าของพวกมันกลายเป็นสีแดงดูน่ารักน่าชังสร้างความผ่อนคลายให้แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง
พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Nagano, Niigata area)

ลานสกีฮาคุบะ จังหวัดนากาโนะ

สำหรับใครที่สนใจเล่นสกีหรือสโนบอร์ด เราขอแนะนำจังหวัดนากาโนะอันมีชื่อเรียกอีกหนึ่งชื่อว่าเป็นสวรรค์แห่งลานสกีระดับโลก ด้วยคุณภาพของหิมะที่นุ่มละเอียดราวกับผงแป้งและลานหิมะชั้นดีที่ได้เปรียบด้วยภูมิทัศน์อันโดดเด่นของนากาโนะ นอกจากนี้ระหว่างนั่งลิฟท์ขึ้นไปบนลานสกี คุณยังจะได้พบกับทิวทัศน์ของเทือกเขาแอลป์แดนเหนือที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวระยิบระยับสวยงามจับใจ
พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Nagano, Niigata area)

เทศกาลนามาฮาเกะเซโด จังหวัดอาคิตะ

จังหวัดอาคิตะขึ้นชื่อเรื่องเทศกาลพื้นเมืองครื้นเครง แม้เป็นฤดูหนาวที่หิมะลงจัดชาวเมืองก็พร้อมใจกันออกมาเล่นสนุกท้าความหนาว หนึ่งในเทศกาลห้ามพลาดเลยคือเทศกาลนามาฮาเกะเซโดที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่ศาลเจ้าชินซัน โดยปีศาจใส่หน้ากากยักษ์ตัวแทนแห่งเทพเจ้าขุนเขาจะออกมาร่ายรำรอบกองไฟ สร้างความครื้นเครงให้แก่ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือน และสำหรับปีนี้คุณสามารถมาร่วมสนุกกันได้ในวันที่ 7-9 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 18:00-20:30
พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area)

เทศกาลฮาจิโนเฮะเอ็นบุริ จังหวัดอาโอโมริ

หากคุณมาจังหวัดอาโอโมริทางเหนือสุดของภูมิภาคโทโฮคุ ขอแนะนำให้ลองมาสัมผัสบรรยากาศสนุกสนานในเทศกาลฮาจิโนเฮะเอ็นบุริ เทศกาลท้องถิ่นที่ได้รับเลือกเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมพื้นบ้านของญี่ปุ่น และยังเป็น 1 ใน 5 เทศกาลหิมะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นอีกด้วย เอกลักษณ์ของเทศกาลนี้คือผู้ร่ายรำจะสวมหมวกทรงสูงตกแต่งคล้ายหัวม้าและร่ายรำโดยการโยกศีรษะอย่างแรงราวกับกำลังเกี่ยวข้าว เพื่อเป็นการขอพรให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ในฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึงนั่นเอง และในปีนี้เทศกาลจะจัดในช่วงวันที่ 17-20 กุมภาพันธ์ 2020
พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area)

หม้อไฟคิริทัมโปะ จังหวัดอาคิตะ

อาหารที่กินแล้วฟินที่สุดในฤดูหนาวคงหนีไม่พ้นหม้อไฟ วันนี้เราพามาลองชิมหม้อไฟคิริทัมโปะสุดแปลกของชาวอาคิตะกัน เริ่มด้วยคิริทัมโปะซึ่งก็คือแป้งบดพันรอบแท่งไม้แล้วนำไปย่างบนเตาถ่านจนหอมกรุ่น จากนั้นนำไปต้มต่อในซุปไก่บ้านพันธุ์ท้องถิ่นของอาคิตะ เคี่ยวพร้อมเห็ดไมตาเกะและผักชีฝรั่งยิ่งเพิ่มรสกลมกล่อม ทานแล้วรู้สึกอบอุ่นทั้งกายและใจเป็นที่สุด
พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area)

หอยนางรม จังหวัดมิยากิ

 

ภูมิภาคโทโฮคุขึ้นชื่อในเรื่องอาหารทะเลคุณภาพชั้นเลิศ เราขอแนะนำเมนูหอยนางรมของจังหวัดมิยากิ ด้วยบริเวณอ่าวทะเลซันริคุนั้นอุดมไปด้วยธรรมชาติและคุณภาพน้ำทะเลที่มีสารอาหารบ่มเพาะให้หอยนางรมมีรสชาติเข้มข้น หวานฉ่ำ และเนื้อแน่น จึงทำให้หอยนางรมของที่นี่มีรสชาติโดดเด่นกว่าที่อื่น หากคุณมาจังหวัดมิยากิ ไม่ควรพลาดที่จะลิ้มลองความอร่อยของเมนูหอยนางรม โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลหอยนางรมคือระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์
พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area)

ปูหิมะโชไนคิตะมาเอะ จังหวัดยามากาตะ

ภูมิภาคโทโฮคุเรียกได้ว่าเป็นแหล่งทานอาหารทะเลรสเลิศ อีกเมนูที่น่าสนใจคือปูหิมะโชไนคิตะมาเอะที่หาดโชไน จังหวัดยามากาตะ เนื่องจากบริเวณนี้เปิดพื้นที่ให้ลงจับปูหิมะได้เร็วกว่าที่อื่นถึง 1 เดือนโดยเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนเมษายนของปีถัดไป อีกทั้งขนาดของปูที่หนักกว่า 1 กิโลกรัม กับเส้นผ่านศูนย์กลางของกระดองที่กว้างกว่า 13 เซ็นติเมตร โดยเมนูขึ้นชื่อที่หาดโชไนคือชาบูปูหิมะ รับรองปูสดอร่อยฟินไม่รู้ลืม
พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area)

ท่องเที่ยวภูมิภาคโทโฮคุอย่างสนุกยิ่งขึ้นด้วย JR EAST PASS

โทโฮคุเป็นภูมิภาคขนาดใหญ่ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวกระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ การเดินทางจะสะดวกสบายและคุ้มค่ายิ่งขึ้นหากคุณใช้ JR EAST PASS (Tohoku Area) เพราะสามารถขึ้นรถไฟสาย JR Tohoku ได้แบบไม่จำกัดจำนวนเที่ยวเป็นเวลา 5 วัน จึงท่องเที่ยวได้อย่างสะดวกและเจาะลึกมากขึ้น โดยตั๋วผู้ใหญ่จำหน่ายในราคา 19,350 เยน และตั๋วเด็กราคา 9,670 เยน (ราคาสำหรับซื้อจากนอกประเทศญี่ปุ่นที่เว็บไซต์ทางการของ JR-EAST) รายละเอียดเพิ่มเติมเข้าชมได้ที่ jreast.co.jp

ท่องเที่ยวภูมิภาคคันโต จังหวัดนากาโนะและนีกาตะด้วย JR EAST PASS

คุณยังสามารถใช้ได้ JR EAST PASS (Nagano – Niigata Area) ท่องเที่ยวภูมิภาคคันโต จังหวัดนากาโนะและนีกาตะ ได้อีกด้วย โดยสามารถขึ้นรถไฟ JR Tohoku ได้อย่างไม่จำกัดจำนวนเที่ยวเป็นเวลา 5 วัน โดยตั๋วผู้ใหญ่จำหน่ายในราคา 17,310 เยน และตั๋วเด็กราคา 8,650 เยน (ราคาสำหรับซื้อจากนอกประเทศญี่ปุ่นที่เว็บไซต์ทางการของ JR-EAST) รายละเอียดเพิ่มเติมเข้าชมได้ที่ jreast.co.jp

คุณยังสามารถเดินทางได้สะดวกกว่าเดิมด้วยบริการจองที่นั่งบนรถไฟ JR-EAST ล่วงหน้าผ่านอินเตอร์เน็ตก่อนเดินทางมาประเทศญี่ปุ่น ได้ที่เว็บไซต์
eki-net.com          UFABET เว็บตรง

ที่เว็บไซต์ของ JR-EAST ยังนำเสนอข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในคันโตและโทโฮคุทั้ง 4 ฤดู เพื่อการวางแผนก่อนมาเที่ยวญี่ปุ่นและเลือกท่องเที่ยวได้ตามความสนใจ โดยเข้าชมได้ที่ eastjapanrailway.com

Categories
BLOG

เลือกวิวที่ชอบ เก็บคอร์สที่ใช่ กับ 2 เส้นทางชมใบไม้เปลี่ยนสีที่โทโฮคุ

ภูมิภาคโทโฮคุตั้งอยู่ทางเหนือของเกาะฮอนชู ประกอบด้วย 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอะโอโมริ จังหวัดอาคิตะ จังหวัดอิวาเตะ จังหวัดมิยางิ จังหวัดยามางาตะ และจังหวัดฟุคุชิมะ ด้วยความที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของภูมิภาคนี้เป็นภูเขาสูง มีธรรมชาติทั้งหุบเขาและแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์มากมาย ทำให้เป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมสูงในฤดูใบไม้ร่วง

คราวนี้เราจะมาแนะนำเส้นทางชมใบไม้เปลี่ยนสีที่โทโฮคุ โดยแบ่งออกเป็น 2 คอร์สคือ ช่วงต้น-กลางเดือนตุลาคม กับช่วงปลายเดือนตุลาคม ให้เพื่อน ๆ ได้เลือกตามความเหมาะสมของทริปและความชื่นชอบเลย

เส้นทางที่ 1 ช่วงต้น-กลางเดือนตุลาคม

1. หุบเขาเกบิเค (猊鼻渓)

 

หุบเขาโขดหินขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดอิวาเตะ ระหว่างโขดหินมาแม่น้ำไหลผ่านและมีเรือพายนำเที่ยวด้วย ซึ่งที่นี่เป็นแห่งเดียวในญี่ปุ่นที่พายเรือด้วยไม้พายอันเดียวโดยไม่ใช้เครื่องยนต์ เพื่อน ๆ จะได้สัมผัสกับวิวทิวทัศน์ของใบไม้แดงอย่างเต็มอิ่มตลอดการล่องเรือ

2. ภูเขาและที่ราบฮาจิมังไต (八幡平)

ภูเขาและที่ราบฮาจิมังไต

ที่ราบสูงในแนวภูเขาไฟที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ในขังหวัดอิวาเตะ ในฤดูใบไม้ร่วงต้นไม้ใบหญ้าจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้มแดงสวยงามไปทั้งทุ่ง โดยมีหนองน้ำ บึง และน้ำพุร้อนอยู่รอบ ๆ เสริมให้วิวฤดูใบไม้ร่วง ณ ที่ราบแห่งนี้ยิ่งสวยงามมากขึ้นไปอีก นอกจากนี้บนยอดสูงสุดยังมีที่พัก ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึกด้วย

3. ภูเขาฮัคโคดะ (八甲田山)

ภูเขาฮัคโคดะ

กลุ่มยอดภูเขาไฟที่ตั้งอยู่ระหว่างเมืองอาโอโมริกับทะเลสาบโทวาดะ มีชื่อเสียงมากเรื่องวิวทิวทัศน์ในฤดูกาลต่าง ๆ ไม่เฉพาะแค่ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีเท่านั้น ถึงขั้นที่ถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 100 ภูเขาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของญี่ปุ่นเลยทีเดียว เพื่อน ๆ สามารถนั่งกระเช้าขึ้นไปที่ยอดเขาและชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีอันงดงามตระการตาระหว่างทางได้แทบจะ 360 องศา

4. อุทยานแห่งชาติโอคุนิกโก (日光國立公園)

 

พื้นที่ภูเขาที่อยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองนิกโก จังหวัดโทจิกิ เต็มไปด้วยธรรมชาติทั้งภูเขา น้ำตก ทะเลสาบ และน้ำพุร้อนที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะ “น้ำตกริวซู” ที่มีชื่อเสียง ถือเป็นจุดชมใบไม้แดงที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งของภูมิภาคโทโฮคุ

เส้นทางที่ 2 ช่วงปลายเดือนตุลาคม

1. มัตสึชิมะ (松島)

 

หนึ่งในสามทัศนียภาพแห่งญี่ปุ่นแห่งจังหวัดมิยางิ (อีกสองแห่งคือ อามาโนะฮาชิดาเตะ (天橋立) แห่งกรุงเกียวโต และ มิยาจิมะ (宮島) แห่งจังหวัดฮิโรชิมะ) ซึ่งเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ และมีวิวทิวทัศน์ที่งดงาม บ่งบอกถึงความเป็นญี่ปุ่นอย่างชัดเจน ช่วงฤดูใบไม่ร่วงในเวลากลางคืน ที่วัดเอ็นซึอิน (円通院) จะเปิดไฟไลท์อัพให้ได้ชมความงามของใบไม้แดงยามค่ำคืนด้วย เรียกได้ว่าเป็นอีกสีสันของฤดูใบไม้ร่วงที่ควรไปสัมผัสสักครั้ง

2. หุบเขานารุโกะ (鳴子峡)

หุบเขานารุโกะ

 

นี่คือหุบเขาที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดมิยางิ และอาจสวนที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคโทโฮคุเลยก็ได้ มุมที่มองเห็นสะพานโอฟุคาซาวะได้จาก Narukokyo Resthouse เป็นมุมที่ฮอตฮิตมากที่สุด หากไปชมใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่ก็อย่าพลาดไปถ่ายรูปที่มุมนี้กัน ไม่งั้นก็เหมือนมาไม่ถึงหุบเขานารุโกะ

3. ลำธารโออิราเสะ (奥入瀬渓流)

ลำธารโออิราเสะ

ลำธารโออิราเสะอยู่ในจังหวัดอาโอโมริ เป็นจุดชมวิวใบไม้แดงที่ได้รับความนิยมมาก ๆ อีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ความโด่งดังของที่นี่ก็อยู่ในระดับที่เพื่อน ๆ อาจจะเคยเห็นภาพวิวสวย ๆ ของที่แห่งนี้มาหลายครั้งแล้วก็เป็นได้ ต้นกำเนิดของลำธารอยู่ที่ทะเลสาบโทวาดะ โดยไหลเลียบไปกับหุบเขาโออิราเสะที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าที่พากันเปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วงอย่างงดงาม

4. ทะเลสาบโทวาดะ (十和田湖)

ทะเลสาบโทวาดะ

ทะเลสาบปากปล่องภูเขาไฟที่ตั้งอยู่บนเส้นแบ่งเขตจังหวัดอาโอโมริและจังหวัดอาคิตะ ภายในเขตอุทยานโทวาดะฮาจิมังไต วิวธรรมชาติแบบพาโนราม่าที่สามารถมองเห็นเงาสะท้อนของท้องฟ้าและต้นไม้สีแสดเมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาเยือนช่างเป็นวิวที่น่าตื่นตาตื่นใจ แถมบรรยากาศใกล้น้ำก็ทำให้รู้สึกชุ่มฉ่ำหัวใจได้ง่าย ๆ

5. บ้านซามูไรคาคุโนะดาเตะ (角館武家屋敷)

 

หมู่บ้านเก่าที่เต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนเก่าแก่ของซามูไรในอดีต จุดเด่นของที่นี่คือ นอกจากเพื่อน ๆ จะได้ชมวิวใบไม้แดงสวย ๆ ที่รับกับสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นแล้ว ก็ยังจะได้สัมผัสกับวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเมื่อครั้งซามูไรยังเดินดินอีกด้วย  UFABET เว็บตรง

น่าไปจนเลือกไม่ถูกเลยเนอะ สำหรับใครที่สนใจ เราขอแนะนำการเดินทางด้วยรถไฟ JR โดยใช้ JR East Pass (Tohoku Area) เพราะทั้งง่ายทั้งสะดวก จากโตเกียวขึ้นเหนือไปอาโอโมริโดยชินกันเซ็นใช้เวลาแค่ประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น ถ้าวางแผนดี ๆ ก็สามารถเที่ยวได้ครบหมดในทริปเดียวได้เลยนะ ทริปหน้าพลาดไม่ได้แล้ว!!

Categories
BLOG

“โกะชิคินุมะ” บึงน้ำห้าสีสุดลึกลับที่ไปครั้งเดียวไม่เคยพอ!

หากเพื่อนๆ เป็นนักท่องเที่ยวสายลุยที่หลงใหลในความงามอันน่าพิศวงของธรรมชาติ ต้องไม่พลาดไปเยือนบึงห้าสี หรือ “โกะชิคินุมะ” ที่จังหวัดฟุคุชิมะ สักครั้งในชีวิต แต่ถ้าจะให้พูดตามความจริง สถานที่นี้ไปแค่ครั้งเดียวไม่พอแน่นอนค่ะ เพราะภาพวิวที่คุณจะเห็นแต่ละครั้งนั้นแทบไม่เหมือนกันเลยสักครั้ง! มารู้จักกับ “โกะชิคินุมะ” บึงน้ำห้าสีสุดลึกลับที่ไปครั้งเดียวไม่เคยพอกันค่ะ

โกะชิคินุมะ

โกะชิคินุมะ (Goshikinuma  Ponds) เป็นชื่อสถานที่ท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดฟุคุชิมะ ทางตอนเหนือของโตเกียวในภูมิภาคโทโฮคุ ประกอบด้วยบึงที่สวยงามมากมาย ได้แก่ บิชาโมนุมะ (Bishamonuma), อาคานุมะ (Akanuma), มิโดโรนุมะ (Midoronuma), ทัตสึนุมะ (Tatsunuma), เบนเทนุมะ (Bentenuma), รุรินุมะ (Rurinuma), อาโอนุมะ (Aonuma) และยางินุมะ (Yaginuma) สถานที่แห่งนี้ได้รับการรีวิว 1 ดาว จากมิชลินกรีนไกด์ในปี 2016 ด้วย

ชื่อโกะชิคินุมะหรือบึงน้ำห้าสีมาจากน้ำในแต่ละบึงซึ่งมีสีที่แตกต่างผสมกันอยู่อย่างสวยงาม มีทั้งสีเขียวมรกต, สีน้ำเงินโคบอลต์, สีน้ำเงินสีเขียวขุ่น, สีฟ้ามรกตและสีฟ้าพาสเทล ทำให้ที่นี่ถูกเรียกว่า “บึงลึกลับ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งบึงอาโอนุมะ ที่มีสีสวยงามจนหลายคนไม่อยากจะเชื่อว่าสีเหล่านั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ว่ากันว่าปัจจัยที่ทำให้สีของน้ำแตกต่างกันนั้นเกิดจากสภาพอากาศตามฤดูกาล มุมมอง และสารภูเขาไฟที่อยู่ในน้ำ โดยสีอาจแตกต่างกันเล็กน้อยขึ้นอยู่กับฤดูกาลหรือสภาพอากาศของเวลาในวันนั้นๆ ดังนั้นการมาเยี่ยมชมที่นี่ในแต่ละครั้งเราจะได้รับชมบรรยากาศและความสวยงามที่แตกต่างกันไป ไปครั้งเดียวคงไม่พอแน่นอนค่ะ

นอกจากชื่นชมความสวยงามของสีสันต่างๆ บนพื้นผิวบึงยังสามารถเพลิดเพลินกับเรือพายที่ บึงบิชาโมนุมะ เป็นบึงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาบึงทั้งหมด อีกกิจกรรมหนึ่งที่คนญี่ปุ่นชอบคือการชมนก สามารถชมนกตัวเล็กได้ในป่าใกล้ๆ กัน ในช่วงหลังจากหมดฤดูหนาวหิมะเริ่มละลายและต้นไม้เริ่มที่จะแตกหน่ออีกครั้ง กับช่วงใบไม้เริ่มร่วงอีกครั้ง อากาศกำลังดี ไม่หนาวมากและเป็นช่วงที่ธรรมชาติสวยมากๆ อีกด้วย แต่หากอยากไปเที่ยวชมในหน้าหนาวก็สามารถทำได้ด้วยเช่นกัน โดยสามารถเดินชมบึงและความงามของธรรมชาติในช่วงที่หิมะตก บรรยากาศโรแมนติกมากทีเดียว แต่ความปลอดภัยก็เป็นเรื่องที่ควรคำนึงสูงสุดในการไปท่องเที่ยว จึงขอแนะนำว่าถ้าหากไปช่วงหิมะตก ควรใส่รองเท้ากันลื่นจากหิมะและควรไปกับไกด์ที่มีประสบการณ์ ส่วนฤดูที่อยากแนะนำให้ไปเที่ยวชมมากที่สุด ขอแนะนำเป็นฤดูใบไม้ผลิ หลังจากหิมะละลายสีของบึงก็สวยงามเป็นพิเศษ เป็นบึงที่สามารถเพลิดเพลินความสวยงามได้ทุกฤดูเลยทีเดียว

เส้นทางสำรวจธรรมชาติของบึงโกะชิคินุมะ


เส้นทางสำรวจธรรมชาติของบึงโกะชิคินุมะมีความยาวประมาณ 3.6 กม. และใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาทีถึง 1 ชั่วโมง 30 นาที เป็นที่ราบสำหรับเดินป่า เป็นทางเดินที่มีทางขึ้นทางลงที่รอบๆ เต็มไปด้วยหิน ยิ่งในช่วงที่มีฝนเส้นทางเดินเขาแห่งนี้ก็จะเต็มไปด้วยโคลนและลื่นได้ง่าย จึงอยากให้ระวังเวลาเดินในเส้นทางสำรวจธรรมชาติแห่งนี้ พื้นที่นี้ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่คุ้มครองพิเศษ (พื้นที่ที่ปกป้องภูมิทัศน์อย่างเคร่งครัด) ในอุทยานแห่งชาติและห้ามมิให้รบกวนสัตว์หรือเก็บพืชใดๆ ออกจากพื้นที่

ต้นกำเนิดบึงโกะชิคินุมะ

ในปีค.ศ. 1888 ทางด้านทิศเหนือของภูเขาบันได (Bandai) รวมกับยอดเขาโคบันได (Kobandai) ทรุดตัวลงเนื่องจากการระเบิดของภูขาไฟทำให้หินและหิมะถล่มลงไปในแม่น้ำและเกิดทะเลสาบและบึงหลายร้อยแห่งในบริเวณนี้ จึงได้กลายเป็น “บึงโกะชิคินุมะ” ในที่สุด

การเดินทาง

มีทางเข้า 2 ทางสำหรับเส้นทางสำรวจธรรมชาติ ซึ่งแต่ละแห่งมีที่จอดรถและป้ายรถประจำทาง

ทางเข้าโกะชิคินุมะ (ฝั่งบึงบิชาโมนุมะ)
รถยนต์: ใช้ที่จอดรถที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุระบันไดหรือ Goshikinuma Entrance Tourist Plaza (สมาคมการท่องเที่ยว Urabandai) เดินไป Bishamonnuma ประมาณ 5 นาที มีรถโดยสารขนาดใหญ่ให้บริการ
รถบัส: ลงที่สถานี “Goshikinuma Iriguchi”

ทางออกสถานี Urabandai Kogen (ฝั่งบึงยานางินุมะ, อาโอนุมะ, รุรินุมะ)
รถยนต์: ใช้ลานจอดรถที่ Urabandai Bussankan จะเห็นบึงยางินุมะอยู่ข้างหน้า มีรถโดยสารขนาดใหญ่ให้บริการ
รถบัส: ลงที่สถานี “Urabandai Kogen”

แนะนำเส้นทางสำหรับการท่องเที่ยว

• จากทางเข้าโกะชิคินุมะ และสามารถดูหนองน้ำทั้งหมดที่แนะนำข้างต้น
1. จอดรถที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุระบันได หรือทางเข้า Goshikinuma Tourist Plaza
2. ทางเข้าโกะชิคินุมะ รถบัสลงที่สถานี Urabandai Kogen
3. สามารถเดินป่าจากบึงยางินุมะไปยังบึงบิชาโมนุมะ
จากเส้นทางที่ 1 ไปยังเส้นทางที่ 3: ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
การเข้าไปยังบึงโกะชิคินุมะทางฝั่งบิชาโมนุมะ จะเป็นทางลาด นอกจากนี้ บางท่านอาจนั่งรถบัสเป็นครั้งแรกเนื่องจากว่าสามารถเดินกลับมายังสถานีได้อย่างง่ายจึงไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเวลาเดินทางกลับ

• จากทางออกสถานี Urabandai Kogen สามารถเพลิดเพลินไปกับบึงยางินุมะ, อาโอนุมะ, รุรินุมะ, เบนเทนุมะ
1. จอดรถที่ Urabandai Bussankan
2. เดินป่าจากบึงยางินุมะไปยังจุดชมวิวของบึงเบนเทนุมะ
จากเส้นทางที่ 1 ไปยังเส้นทางที่ 2 : ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
*สำหรับ 2 เส้นทางที่แนะนำนี้ สำหรับผู้ที่มีเวลาไม่มากในการเที่ยวชมหรือผู้ที่ต้องการเที่ยวชมในระยะสั้นๆ

สถานที่ท่องเที่ยวรอบๆ

พิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยโมโรฮาชิ (Morohashi Museum of Modern Art)

• พิพิธภัณฑ์
พิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยโมโรฮาชิ (Morohashi Museum of Modern Art)
พิพิธภัณฑ์ Salvador Dali ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย (ศิลปะโมเดิร์นจากประเทศสเปน มีชื่อเสียงมาก)

• ร้านอาหาร
ร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่น Dai-Ichi Gold House Meguro (第1ゴールドハウス目黒)
ร้านโซบะ Kitano-Chaya (北の茶屋)
ร้าน Ura Bandai Bussankan (裏磐梯物産館)
ร้านอาหารฝรั่งเศส Maple Waraku Dining Bandai
ร้านอาหารอิตาเลียน Il Regalo

 

• คาเฟ่/ร้านกาแฟ
Tea Lounge at Urabandai Kogen Hotel เสิร์ฟทั้งชาหอมๆ และขนมหวานอร่อยๆ

 

บึงโกะชิคินุมะ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถไปได้ทุกฤดูกาล และยังอุดมไปด้วยธรรมชาติที่งดงาม มีกิจกรรมมากมายให้ได้เพลิดเพลิน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นที่ไม่อยากให้ผู้อ่านพลาด หากการท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่นกลับมาเป็นปกติแล้วก็อย่าลืมไปค้นหาความลึกลับที่สวยงามของบึงโกะชิคินุมะที่จังหวัดฟุคุชิมะกันนะคะ    UFABET เว็บตรง

goshikinuma model course banner