Categories
BLOG

ทริปตะลุยญี่ปุ่นตอนเหนือ นั่ง Joyful Train สัมผัสเสน่ห์โทโฮคุ [ตอนจบ]

ผ่านมา 3 วันแล้วสำหรับทริปตะลุยโทโฮคุของพวกเรา มาต่อกันที่การเดินทางช่วง 2 วันที่เหลือกันค่ะ บอกเลยว่ามีไฮไลท์เด็ดๆ รออยู่อีกเพียบ ถ้าพร้อมแล้วก็ไปกันเลย

สำหรับใครที่พลาดตอนแรกไป ก็สามารถกลับไปอ่านตอนแรกก่อนได้ที่ Joyful Trip with Joyful Train เที่ยวโทโฮคุตอนเหนือแบบชิวๆ [ตอนแรก]

DAY 4: Toreiyu Tsubasa → Ginzan Onsen

วันนี้ก็ต้องตื่นเช้าเพื่อเดินทางกันไกลอีกแล้ว เพื่อไปที่ กินซันออนเซ็น (Ginzan Onsen) ที่เที่ยวชื่อดังที่คนไทยหลายคนน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่ก่อนจะไปถึงจุดมุ่งหมายหลักของวันนี้ ระหว่างทางเราก็มีอีกไฮไลท์หนึ่งคือ การนั่งรถไฟ Toreiyu Tsubasa หรือรถไฟออนเซ็นเท้านั่นเองค่ะ

รถไฟออนเซ็นเท้า Toreiyu Tsubasa

เราเริ่มการเดินทางของวันนี้ด้วยการนั่งชินคันเซ็นออกจากเมืองโมริโอกะ มุ่งหน้าสู่สถานีฟุคุชิมะ (Fukushima Station) เพื่อขึ้นรถไฟไฮไลท์ของเรา Toreiyu Tsubasa เมื่อขึ้นไปบนรถไฟแล้วสิ่งแรกที่ต้องทำก็คือไปจับจองเวลาแช่เท้าก่อนเลย โดยเราได้รอบเวลา 11:00-11:15 มาค่ะ ก่อนจะถึงเวลาแช่ออนเซ็นเท้า เราก็ไปเดินทัวร์รถไฟขบวนนี้กันก่อน

หน้าตาของรถไฟ Toreiyu Tsubasa
สัญลักษณ์ของรถไฟ Toreiyu Tsubasa จะเห็นว่าโลโก้มีผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดยามากาตะอย่างลูกแพร์ เชอรรี่ องุ่น เป็นต้น

รถไฟ Toreiyu Tsubasa วิ่งเชื่อมระหว่างสถานีฟุคุชิมะ (Fukushima Station) ในจังหวัดฟุคุชิมะ ไปจนถึงสถานีชินโจ (Shinjo Station) ในจังหวัดยามากาตะ เป็นรถไฟชินคันเซ็นที่มีบ่อออนเซ็นสำหรับแช่เท้าที่เรียกว่า อาชิยุ (足湯) ซึ่งระหว่างที่แช่เท้าเราสามารถชมวิวข้างนอกไปด้วยได้ แบ่งออกเป็นสองบ่อใหญ่ๆ โดยในรถไฟตู้ที่ 15 จะเป็นเล้าจ์สำหรับนั่งเล่นหลังแช่เท้า มีที่นั่งที่สามารถจิบเครื่องดื่มและรับประทานของว่างหลังจากแช่เท้าเสร็จแล้วได้ ซึ่งจะมีเครื่องดื่มที่ใช้วัตถุดิบจากจังหวัดยามากาตะอย่างเช่น เหล้าสาเก ไวน์ ไซเดอร์ และน้ำผลไม้ต่างๆ ให้บริการ

เกี่ยวกับการเข้าแช่ออนเซ็นเท้าบน Toreiyu Tsubasa
บัตรเข้าออนเซ็นเท้าบน Toreiyu Tsubasa จะถูกจำหน่ายแบบใครมาก่อนได้ก่อน และไม่สามารถจองล่วงหน้าได้ ถ้าเพื่อนๆ สนใจแช่ออนเซ็นเท้า ขอแนะนำให้รีบไปจับจองบัตรกันหลังจากขึ้นรถไฟนะคะ
ราคาบัตร: 450 เยน / คน
ระยะเวลาที่แช่ออนเซ็น: 15 นาที
บ่อออนเซ็นสำหรับแช่เท้าที่เรียกว่า อาชิยุ จะตั้งอยู่ที่ตู้สุดท้ายของรถไฟ
ในตู้ที่ 15 เป็นเล้าจ์นั่งเล่นหลังแช่เท้า มีที่นั่งที่สามารถจิบเครื่องดื่มและรับประทานของว่างได้
เลาจ์ขายเครื่องดื่มและอาหารว่างในตู้ที่ 15

ส่วนที่ตู้อื่นๆ จะเป็นส่วนของที่นั่งซึ่งตกแต่งในสไตล์ญี่ปุ่น ปูด้วยเสื้อทาทามิ และมีเบาะรองนั่งที่ออกแบบเป็นลายหมากรุกโซกิที่เป็นของขึ้นชื่อของเมืองเทนโด ในจังหวัดยามากาตะเอง นอกจากนั้นยังมีกิมมิคเล็กๆ ในการซ่อนผลไม้ขึ้นชื่อของยามากาตะเอาไว้ด้วยตามที่นั่งในรถไฟแต่ละตู้อีกด้วย

ส่วนของที่นั่งซึ่งตกแต่งในสไตล์ญี่ปุ่น ปูด้วยเสื้อทาทามิ และมีเบาะรองนั่งที่ออกแบบเป็นลายหมากรุกโซกิ
บริเวณที่นั่งมีการซ่อนกิมมิคเล็กๆ อย่างผลไม้ที่อยู่ในโลโก้เอาไว้ด้วย หาเจอไหมคะ

เมื่อรถไฟเริ่มออกเดินทางเราก็กลับมานั่งที่นั่งของเรา โชคดี(?)เราได้ไปซื้อขนมกับเครื่องดื่มเตรียมไว้ ในช่วงระหว่างที่รอเวลาจะไปแช่ออนเซ็นเท้า เราก็เอามากินรอกันก่อน เป็นการจัดปาร์ตี้เล็กๆ นั่งมองวิวสวยๆ จากที่นั่งค่ะ

ก่อนจะถึงคิวของเราสักประมาน 15 นาที เราก็ไปรอกันที่ตู้ที่ 15 ก่อน จากนั้นทางพนักงานจะเรียกเราไปเตรียมตัวพร้อมแจกผ้าผืนเล็กๆ ไว้เพื่อให้เราเช็ดเท้าหลังจากที่แช่เสร็จแล้ว

เมื่อถึงเวลา พนักงานก็จะเรียกเราเข้าไป พร้อมอธิบายว่าควรจะทำยังไง ซึ่งเราจะมีเวลาแช่ 15 นาที เมื่อหมดเวลาแล้ว พนักงานจะมาเรียกอีกที หลังจากที่ได้ฟังอธิบายทุกอย่างเรียบร้อย ก็ถึงเวลาแช่แล้วจ้า

น้ำอุ่นกำลังสบายเลยละ แถมระหว่างที่แช่ยังได้เห็นวิวสวยๆ ตลอดทาง ทำให้รู้สึกสบายขึ้นมามากทีเดียวค่ะ

มาแช่เท้าสบายๆ กันเถอะ
แช่เท้าไป ดูวิวไป ถ่ายรูปไป อะไรจะดีขนาดนี้

หลังจากที่หมดเวลา 15 นาที เราก็ออกมาแล้วไปนั่งพักที่ตู้ที่ 15 อีกครั้ง เราลองสั่งไซเดอร์ที่พนักงานแนะนำมาลองชิม เค้าแนะนำว่าเครื่องดื่มพวกนี้ใช้วัตถุดิบจากจังหวัดยามากาตะ (น่าสนใจมาก)

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างๆ ที่ใช้วัตถุดิบจากจังหวัดยามากาตะ

ในระหว่างที่ชิลอยู่นี้เราก็ดื่มไซเดอร์อร่อยๆ ไปพร้อมกับชมวิวนอกหน้าต่าง ซึ่งวิวจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ตอนที่เรามาคือหน้าร้อน ก็จะเห็นเป็นทุ่งข้าวสีเหลืองอร่าม แต่ถ้ามาช่วงฤดูใบไม้ร่วงก็เห็นวิวต้นไม้จะเป็นสีแดง ส่วนฤดูหนาวทุกอย่างก็จะถูกปกคลุมด้วยหิมะกลายเป็นสีขาวโพลน

ส่วนตัวไม่ได้คาดหวังว่าตัวรถไฟและประสบการณ์ในการแช่ออนเซนเท้าบวกกับวิวที่ได้เห็นจะดีขนาดนี้ เลยรู้สึกประทับใจมาก คิดว่าคุ้มค่าจริงๆ ค่ะที่ได้มานั่งรถไฟขบวนนี้ เหมาะมากสำหรับการพาครอบครัวที่มีผู้สูงอายุไป หรือแม้แต่คู่รักหนุ่มสาวหรือกลุ่มเพื่อนก็สนุกได้ทั้งนั้น ถือเป็นรถไฟ Joyful Train อีกหนึ่งขบวนที่อยากแนะนำให้ทุกคนได้มาลองนั่งสักครั้งค่ะ

Toreiyu Tsubasa วิ่งระหว่างสถานีฟุคุชิมะ (Fukushima Station) และสถานีชินโจ (Shinjo Station) แต่วันนี้เราลงที่สถานีโออิชิดะ (Oishida Station) เพื่อที่จะไปต่อรถบัสไปยังกินซันออนเซ็น (Ginzan Onsen) โดยรถบัสจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาทีก็ถึงที่หมายของเรา

Ginzan Onsen หมู่บ้านแห่งออนเซ็น

มาถึงแล้ว “กินซันออนเซ็น” ชื่อดังแห่งจังหวัดยามากาตะ

กินซันออนเซ็น เป็นหมู่บ้านออนเซ็นที่ตั้งอยู่ในเมืองโอบานาซาวะ จังหวัดยามากาตะ ตั้งอยู่ใกล้กับเส้นแบ่งเขตจังหวัดอิวาเตะ หมู่บ้านแห่งนี้เรียงรายไปด้วยเรือนไม้สไตล์ญี่ปุ่นโบราณที่อยู่เลียบไปกับแม่น้ำ ซึ่งเป็นบรรยากาศแบบสมัยก่อนที่ยังคงมีให้เห็นเรื่อยมาตั้งแต่อดีตเมื่อเริ่มสร้างจนถึงทุกวันนี้ ทำให้เราสามารถเพลิดเพลินไปกับการชมอาคารบ้านเรือนเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ภายในกินซันออนเซ็นได้อย่างสบายๆ

เดินเข้าไปในสุดก็จะเจอกับน้ำตกเล็กๆ

เมื่อเดินลึกเข้าไปในหมู่บ้านก็จะพบกับน้ำตกที่ซ่อนอยู่ ซึ่งมื้อเที่ยงของเราในวันนี้เราก็เลือกร้านโซบะที่ตั้งอยู่ข้างๆ น้ำตกชื่อ Taki mi kan (そば処 滝見館) เพื่อที่จะได้ทานโซบะพร้อมกับดูวิวน้ำตกสวยๆ ไปด้วยค่ะ

มื้อเที่ยงของเราเป็นโซบะจากร้านอาหารที่อยู่ใกล้ๆ กับน้ำตก

ขากลับ เราก็ไปบังเอิญเจอกับร้านขายเต้าหู้ Nogawa Tofuya (野川とうふや) ที่ทั้งร้านขายเฉพาะเต้าหู้ โดยมีเมนูเด็ดคือเต้าหู้ทอด (นามะอาเกะ) ซึ่งร้านนี้เปิดขายมายาวนานมาก ว่ากันว่าเป็นร้านที่เริ่มกิจการมาตั้งแต่ก่อตั้งหมู่บ้าน กินซันออนเซ็นแห่งนี้เลยทีเดียว

เมนูเต้าหู้จากร้านเก่าแก่ ซึ่งเราก็ลองทุกเมนูที่ทางร้านมีเลย อยากจะบอกว่าเต้าหู้ทอดอร่อยมาก

และที่ใกล้ๆ แถวนั้นก็จะมีบ่อออนเซ็นให้เราแช่เท้าสบายๆ หลังจากเดินมาเหนื่อย เราเลยตัดสินใจนั่งกินเต้าหู้ที่ซื้อมากันตรงนี้

ถึงเวลาที่ต้องบอกลากินซันออนเซ็นซะแล้ว…

แผนที่กินซันออนเซ็น

หลังจากถ่ายรูปและทานอาหารจนพอใจแล้ว เราก็นั่งรถบัสกลับไปยังสถานีโออิชิดะ (Oishida Station) เพื่อที่จะได้นั่งชินคันเซ็นต่อ ไปยังเมืองเซนได จังหวัดมิยางิ เพื่อไปหาอาหารเย็นกินกันที่นั่น ซึ่งหากพูดถึงเซนไดแล้วละก็ อาหารที่ทุกคนคิดถึงก็คือ กิวตัน (牛タン) หรือลิ้นวัวย่างนั่นเอง ดังนั้นแน่นอนว่าเมื่อไปถึงเซนไดแล้ว พวกเราก็ต้องไปกินกิวตันให้ได้!

“กิวตัน” ลิ้นวัวย่างของดีประจำเซนได

ใช่แล้ว! กิวตันหรือลิ้นวัวย่างนี้เป็นอาหารขึ้นชื่อของเมืองเซนไดนั่นเองค่ะ เนื่องจากพวกเราอยากกินมาก เลยลองเสิร์ชหาร้านได้มาสองร้าน แต่เลือกไม่ได้ว่าจะไปร้านไหนดี ก็เลยไปลองกินทั้งสองร้านเลย

Gyutan Set เซ็ทลิ้นวัวย่างที่มาพร้อมกับข้าวสวยผสมข้าวสาลีและซุปหางวัว

เวลาสั่งให้สั่งไปเลยว่าเอา Gyutan Set (牛タン定食) ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะเอากี่ชิ้น โดยราคาก็จะแตกต่างกันไปตามจำนวนชิ้นที่เลือกค่ะ ในเซ็ทนั้นนอกจากลิ้นวัวย่างแล้ว ยังจะมีข้าวสวยที่หุงผสมกับข้าวสาลีและซุปหางวัวเสิร์ฟมาพร้อมกันอีกด้วย

เมื่อร้านแรกไม่อิ่ม เราก็ต้องไปต่อร้านสอง

และไม่ผิดหวังทั้งสองร้าน ทำได้อร่อยจริงๆ ลิ้นบางชิ้นอาจจะเหนียวกัดยากไปหน่อย แต่เราขอให้ทางร้านตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ได้ ด้านรสชาตินั้นก็ทั้งเหนียวนุ่ม อร่อย ไม่เข้มจนเกินไป เหมาะกับการกินกับข้าวสวยร้อนๆ ส่วนซุปหางวัวก็ต้มจนเนื้อเปื้อยกินง่าย อร่อยมากด้วย แนะนำเลยสำหรับใครที่ชอบกินเนื้อเป็นทุนเดิมและได้ผ่านมาที่เมืองเซนไดแห่งนี้ ต้องมาลองกินลิ้นวัวย่างนี้ให้ได้อย่างน้อยสักครั้ง

แผนที่ร้านกิวตัน Aji Tasuke Honten

แผนที่ร้านกิวตัน Umami Tasuke

หลังจากอิ่มเรียบร้อย ก็ถึงเวลานั่งรถไฟชินคันเซนกลับไปพักผ่อนที่โมริโอกะ เพื่อที่จะเตรียมตัวสำหรับวันสุดท้ายของทริปของพวกเราในวันพรุ่งนี้

DAY 5: TOHOKU EMOTION → Kuji Station → TOHOKU EMOTION

วันนี้พวกเราตื่นเช้ามาด้วยความตื่นเต้น เพราะเราจะไปนั่งรถไฟสุดแสนไฮโซกันค่ะ แต่ก่อนเราจะออกเดินทาง เราไปแวะซื้อขนมปัง Coppeipan ของร้าน Fukuda Pan มา ร้านนี้เป็นร้านที่ดังมากในเมืองโมริโอกะ

ร้านขนมปัง Fukuda Pan ชื่อดังแห่งเมืองโมริโอกะ

หน้าขนมปังนั้นมีทั้งแบบคาวและหวาน โดยแบบคาวก็จะเป็นพวกอาหารอย่างเช่น สลัสไข่ ทูน่า สลัดผัก หรือแม้แต่ของทอดอย่างโคร็อกเกะ ส่วนแบบหวานก็อย่างเช่น แยมผลไม้ต่างๆ เนยสด ชีสครีม และถั่วแดง

หน้าที่เป็นที่นิยมของที่ร้านนี้ แบบหวานก็คือ ถั่วแดง+เนยสด ส่วนแบบคาวทางร้านแนะนำให้เลือก สลัดผัก+ของคาวอื่นๆ (เราเลือกทูน่าไป) ราคาของขนมปังไม่ได้แพงเท่าไหร่ ถ้าเป็นไส้หวานราคาจะอยู่ที่ประมาน 150-200 เยน ส่วนไส้คาวจะแพงขึ้นมาหน่อย ประมาน 300 เยน

พอเราเลือกหน้าได้แล้ว พนักงานก็จะจัดการทำให้เราเลยทันที
ดูขนาดสิ เทียบกับมือเราแล้วใหญ่กว่ามากเลยละ

ดูจากตัวขนมปังเทียบกับมือเราที่ถือ… โอ้โห ใหญ่ไปไหม ตัวขนมปังนั้นนุ่มนิ่มกำลังดี บวกกับไส่ที่ให้มาไม่น้อยเลยเช่นกัน ขอบอกว่าคุ้มมากนะ คุ้มและอร่อยจริงๆ ใครที่ชอบขนมปังเป็นทุนเดิมด้วยแล้ว ขอบอกเลยว่า ควรไปลองสักครั้งหนึ่ง

แผนที่ร้านขนมปัง Fukuda Pan

หลังจากเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกจากโรมแรมที่เราพักมาตลอดทั้งทริป และขึ้นชินคันเซ็นไปลงที่สถานีรถไฟฮาชิโนเฮะ (Hachinohe Station) เพื่อเตรียมตัวไปขึ้นรถไฟที่เป็นเป้าหมายสุดท้ายของพวกเราในทริปนี้ นั่นก็คือ รถไฟ TOHOKU EMOTION

TOHOKU EMOTION (ขาไป): คอร์สอาหารกลางวันสุดหรู

หน้าตาของขบวนรถไฟภัตตาคาร “TOHOKU EMOTION”
ขบวนรถไฟเป็นสีขาว ตกแต่งลวดลายกำแพงอิฐเก๋ๆ
red carpet tohoku emotion
น่าเสียดายที่วันที่พวกเราไปมีฝนตก แต่ถ้าเป็นวันที่อากาศแจ่มใสจะมีพนักงานรถไฟพร้อมพรมแดงรอต้อนรับเราขึ้นรถกันแบบนี้เลย!

ขบวนรถไฟภัตตาคาร “TOHOKU EMOTION” จะวิ่งเลียบชายฝั่งตะวันออกของญี่ปุ่น ระหว่างสถานีฮาชิโนเฮะ (Hachinohe Station) ในจังหวัดอาโอโมริ ไปจนถึงสถานีคุจิ (Kuji Station) จังหวัดอิวาเตะ บนเส้นทางรถไฟสายฮาชิโนเฮะ (Hachinohe Line) รวมระยะทาง 64.9 กม. ใช้เวลาประมาณ 2 ชม.

tohoku emotion view
ภาพวิวทะเลที่จะเห็นได้ระหว่างทางจากหน้าต่างรถไฟ
tohoku emotion view with food
วิวสวยๆ กับอาหารอร่อยๆ เป็นการจบคู่ที่เลิศระดับห้าดาวอย่างไม่ต้องสงสัยเลยค่ะ!

ภายนอกขบวนรถไฟเป็นสีขาว ตกแต่งลวดลายกำแพงอิฐเก๋ๆ ให้ความรู้สึกเหมือนร้านอาหารด้วยโคมไฟประดับ โดยตู้โดยสารทั้ง 3 ตู้แบ่งเป็นตู้สำหรับโดยสาร (ส่วนห้องอาหาร) ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น ส่วนที่เป็น Dining Table และส่วนที่เป็นห้องอาหารแบบส่วนตัว ส่วนตู้กลางเป็นห้องครัวแบบเปิดที่ตกแต่งอย่างมีสไตล์ด้วยเคาน์เตอร์บาร์

ตู้อาหารที่เป็นส่วนของ Dining Table
ส่วนตู้กลางที่มีห้องครัวแบบเปิด

พวกเราได้นั่งในส่วนที่เป็น Dining Table ซึ่งสามารถมองเห็นวิวได้เต็มๆ และจะรับประทานอาหารกลางวันแบบคอร์ส เมื่อนั่งประจำที่บนรถไฟแล้วจะมีพนักงานมาอธิบาย พร้อมนำแอปเปิ้ลไซเดอร์ไร้แอลกอฮอล์ที่ผลิตในจังหวัดอาโอโมริมาเสิร์ฟเป็นเวลคัมดริงค์

เปิดมาด้วยเวลคัมดริงค์ แอปเปิ้ลไซเดอร์ไร้แอลกอฮอล์

สำหรับคอร์สอาหารกลางวันนี้ อาหารทุกอย่างที่เสิร์ฟล้วนเป็นอาหารขึ้นชื่อของภูมิภาคโทโฮคุทั้งสิ้น และไม่ใช่แค่อาหารเท่านั้น แม้แต่ภาชนะที่ใส่อาหารก็ใช้ของที่มาจากภูมิภาคนี้ พร้อมทั้งได้ศิลปินที่เป็นคนพื้นเมืองมาเป็นคนดีไซน์ให้อีกด้วย

เปิดด้วยออเดิร์ฟที่ใช้วัตถุดิบจากภูมิภาคโทโฮคุ ได้แก่ มีทบอลที่จะใช้เนื้อหมูจากจังหวัดอิวาเตะ และหอยเชลล์จากจังหวัดอาโอโมริ โดยในกล่องที่ใส่ออเดิร์ฟมาก็มีนกหวีดลายนกจากเครื่องปั้นดินเผาและวาดลวดลายแบบชิตะคาวาระยากิ ซึ่งเป็นของเล่นพื้นเมืองดั้งเดิมตั้งแต่สมัยเอโดะของจังหวัดอาโอโมริแถมมาให้เป็นของที่ระลึกด้วย

ออเดิร์ฟที่ใช้วัตถุดิบจากภูมิภาคโทโฮคุ

ส่วนกล่องไม้ที่ใส่ออเดิร์ฟมาเสิร์ฟก็เป็นของประจำจังหวัดฟุกุชิม่า ส่วนดีไซน์ลวดลายกลมๆ ในกล่องก็เป็นฝีมือของศิลปินประจำจังหวัดเอง

 

เมนูถัดไปคือพาสต้าหมึกปลาหมึกจากจังหวัดอาโอโมริ ตามด้วยจานหลักเป็นเนื้อไก่พันธุ์อาเบโดริของจังหวัดอิวาเตะ ซึ่งจานที่ใช้ใส่อาหารมาก็เป็นเครื่องปั้นดินเผาแบบโคคุจิยากิประจำจังหวัดอิวาเตะ

พาสต้าหมึกปลาหมึกจากจังหวัดอาโอโมริ

ซึ่งในตู้รถไฟตู้ตรงกลางนั้นจะมี Live Kitchen ที่มีเชฟทำอาหารกันสดๆ บนขบวนเลยด้วย อาหารที่มาเสิร์ฟก็คือเชฟเพิ่งปรุงเสร็จใหม่ๆ บนรถไฟเลย ในเว็บไซต์ของ JR บอกว่า เชฟที่เตรียมอาหารบนรถไฟจะเปลี่ยนปีละ 2 ครั้ง ส่วนเมนูจะเปลี่ยนปีละ 4 ครั้งตามฤดูกาลต่างๆ ตอนเราไปนั้นจะเป็นเมนูช่วงฤดูร้อน (ตอนลงรถไฟ เชฟจะมาบอกลาด้วยตัวเองเลยนะ ใส่ใจสุดๆ)

Live Kitchen ที่มีเชฟทำอาหารกันสดๆ บนขบวน
จานหลักเป็นเนื้อไก่พันธุ์อาเบโดริของจังหวัดอิวาเตะ

ในส่วนของเครื่องดื่ม เราสามารถเลือกได้ตามใจเลย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มแอลกฮอลล์อย่างเบียร์ ไวน์แดง ไวน์ขาว หรือจะเป็นเครื่องดื่มพิเศษอย่างแอปเปิ้ลไซเดอร์ที่ใช้แอปเปิ้ลจากจังหวัดอาโอโมริ และเครื่องดื่มอื่นๆ ที่ไม่มีแอลกฮอล์อย่างน้ำแอปเปิ้ลที่ส่งตรงมาจากอาโอโมริ และน้ำแร่จากถ้ำริวเซนโด หนึ่งในสามถ้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

แอปเปิ้ลไซเดอร์ (แบบมีแอลกอฮอล์) ทำจากแอปเปิ้ลจังหวัดอาโอโมริ

หลังจากเริ่มอิ่มกันพอประมาณแล้ว สุดท้าย (แต่ไม่ท้ายสุด) ก็ถึงเวลาของหวาน กล่องที่ใส่ของหวานมาเป็นกล่องที่เพ้นท์แบบไอสุของแบรนด์ BITOWA ประจำจังหวัดฟุกุชิม่า ในระหว่างที่ทานของหวาน เราสามารถเลือกสั่งชาหรือกาแฟมาดื่มได้ด้วยนะคะ

กล่องที่ใส่ของหวานมาเป็นเครื่องเขินแบบไอสุของแบรนด์ BITOWA ประจำจังหวัดฟุกุชิม่า
ของหวานปิดท้ายมื้ออาหารกลางวัน

ในระหว่างทางที่ทานอาหารพร้อมกับดูวิวไปเรื่อยๆ ก็จะได้เจอกับกลุ่มชาวบ้านที่จะมียืนโบกมือต้อนรับนักท่องเที่ยวที่นั่งบนรถไฟคันนี้ แต่เนื่องจากวันนี้อากาศไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ ก็เลยมีแค่ไม่กี่คนที่มาต้อนรับ แต่แค่ได้เห็นคนมาโบกมือให้ก็รู้สึกปลาบปลื้มใจ

เหตุผลที่ชาวบ้านมาทำแบบนี้ก็เพราะว่าในช่วงที่เกิดภัยพิบัตินั้น ชาวบ้านแถวนี้ก็เดือดร้อนกันมาก แต่เพราะมีรถไฟขบวนนี้วิ่งผ่าน ทำให้แถวนี้มีการพัฒนาและมีเงินหมุนเวียน เหล่าชาวบ้านมีชีวิตการเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หลายคนจึงอยากออกมาต้อนรับเพื่อตอบแทนนักท่องเที่ยวที่นั่งรถไฟขบวนนี้ และเมื่อถึงจุดท่องเที่ยวต่างๆ รถไฟจะชะลอให้พวกเราได้ถ่ายรูปกันอีกด้วย

เกี่ยวกับรถไฟ TOHOKU EMOTION
รถไฟ TOHOKU EMOTION เป็นหนึ่งในรถไฟไม่กี่ขบวนที่ต้องจองแพ๊คเกจท่องเที่ยวเท่านั้นจึงจะขึ้นรถได้ เพื่อนๆ ที่ถือ Japan Rail Pass หรือ JR EAST PASS (Tohoku Area) จึงต้องจองแพ๊คเกจล่วงหน้ากันด้วยนะคะ

คุจิ เมืองที่มีชื่อเสียงจากละครเช้าเรื่อง Amachan

การเดินทางจากสถานีฮาชิโนเฮะ (Hachinohe Station) ไปยังสถานีคุจิ (Kuji Station) นั้นจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เมื่อไปถึงเราก็จะได้รับการต้อนรับจากนายสถานีที่ออกมาถือธงต้อนรับพวกเรา

สถานีคุจิ (Kuji Station) ที่ใช้ถ่ายทำละครเช้ายอดฮิตเรื่อง Amachan

เมืองคุจิแห่งนี้เป็นเมืองที่ใช้ถ่ายทำละครเช้าเรื่อง Amachan หรือชื่อไทย “อามะจัง เด็กน้อยนักดำน้ำ” ของช่อง NHK ที่เกี่ยวกับหญิงสาวที่ลงไปดำน้ำเก็บหอยเม่นในทะเลนั่นเอง

เมืองต่างๆ ที่จังหวัดอิวาเตะจะมีฝาท่อลายโปเกมอนธาตุหินซ่อนอยู่ ที่เมืองคุจิจะมีเจ้าตัวนี้ค่ะ ใครแวะมาอย่าลืมไปถ่ายรูปนะ

ในช่วงว่างๆระหว่างรอที่จะนั่งรถไฟ Tohoku Emotion ขากลับ เราก็เดินไปยัง Michi no Eki (道の駅) ซึ่งเดินจากสถานีรถไฟไปเพียงสิบนาที ภายในตึกก็มีจุดที่จัดแสดง รถแห่ที่ใช้ในงานเทศกาลปนะจำเมืองคุจินี้ ที่มีชื่อว่าคุจิอากิมัตสึริ (久慈秋まつり) ซึ่งโดยปกติงานเทศกาลนี้จะจัดในช่วงประมานเดือนกันยายน

kujiaki matsuri
รถแห่ในเทศกาลคุจิอากิมัตสึริ

และนอกจากนั้นก็ยังมีผักและผลไม้ต่างๆ ขายอีกด้วย ซึ่งทั้งสดและราคาถูกกว่าซื้อในแถบโตเกียวมากๆ ดูจากมะเขือม่วงที่เราถ่ายมา ลูกใหญ่ขนาดนี้ในราคาแค่ 300 เยนเท่านั้นเอง

TOHOKU EMOTION (ขากลับ): บุฟเฟ่ต์ของหวานแสนอร่อย

หลังจากที่เดินเล่นจนจุใจแล้ว เราก็ขึ้นรถไฟ Tohoku Emotion เพื่อเดินทางกลับ โดยคราวนี้เราได้ที่นั่งในตู้โดยสารที่เป็นห้องอาหารแบบส่วนตัว มีความเป็นส่วนตัวสูง แต่ยังเห็นวิวชัดเจนเหมือนเดิม สำหรับขากลับเราจะได้กินบุฟเฟ่ต์ของหวาน ซึ่งปกติแล้วเราสามารถเดินไปตักเองได้ที่โซน Live Kitchen แต่เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 จึงเปลี่ยนเป็นให้เลือกของหวานที่อยากทานจากที่นั่ง แล้วทางพนักงานจะนำมาเสิร์ฟให้เราแทน

ทางเดินในตู้รถไฟที่เป็นห้องส่วนตัว
รอบนี้เราได้นั่งกันในห้องส่วนตัวแบบนี้เลย
เราสามารถไปดูเขาตกแต่งของหวานที่ตู้รถไฟกลางได้เช่นกัน

บุฟเฟ่ต์ของหวานดูแลโดยเชฟชนมหวานจาก Hotel Metropolitan Morioka จึงรับประกันได้เลยเรื่องความอร่อย หลังจากรถไฟออกเดินทางได้สักพัก พนักงานก็จะนำเซ็ทขนมเริ่มต้นมาเสิร์ฟ พร้อมแนะนำของหวาน ของว่าง รวมไปถึงเครื่องดื่มที่เราสามารถเลือกได้ตามใจ

เซ็ทขนมเริ่มต้น ชิ้นซ้ายสุดที่เป็นโรลกับไอศกรีมอร่อยมากๆ

บุฟเฟ่ต์ขนมหวานนี้ประกอบด้วยขนมเค้ก ทาร์ต และเยลลี่มากมายหลายประเภท สำหรับใครที่ไม่ถนัดของหวานก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะว่าเค้าเตรียมของคาวที่ใช้วัตุถุดิบจากโทโฮคุอย่างเช่น ชีส แฮม และซีฟู้ดมาให้เลือกทานด้วยเช่นกัน!

บุฟเฟต์ขนมหวานที่เราเลือกได้ก็จะมี Charlotte Mango, Tiramisu, Weekend Citron, Blueberry Tart, Red Bean and Strawberry Croissant และ Lychee Jelly
บุฟเฟต์ของคาวที่เราสั่งได้ ก็จะมี Dry-cured Ham จากจ.อิวาเตะ, Cheese baguette, Seafood Marinade, Chicken Ham

ในส่วนของเครื่องดื่มก็มีให้สั่งเพิ่มได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นชาต่างๆ ทั้งเย็นและร้อน หรือน้ำแอปเปิ้ลของจังหวัดอาโอโมริ ซึ่งเป็นจังหวัดที่ปลูกแอปเปิ้ลมากที่สุดในญี่ปุ่น และก็แน่นอนว่ามีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้บริการด้วยเช่นกัน

การเดินทางจากกลับจากสถานีคุจิไปยังสถานีฮาชิโนเฮะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลากำลังดี เราสามารถเพลิดเพลินไปกับของหวาน ชมวิวนอกหน้าต่าง ถ่ายภาพสวยๆ และพูดคุยกับเพื่อนร่วมทางได้อย่างสนุกสนาน ขอบอกเลยว่า สาวๆ และคนที่ชอบ afternoon tea ต้องถูกใจบริการนี้อย่างแน่นอน

กินไปด้วย เมาท์ไปด้วย ดูวิวไปด้วย มันจะดีอะไรเช่นนี้เนอะ

การเดินทางใดๆ ยอมมีจุดสิ้นสุด และเราก็ถึงเวลาที่ต้องบอกลาและเดินทางกลับโตเกียวกันซะแล้ว แต่ภาพความทรงจำดีๆ จากการเดินทางครั้งนี้จะยังคงอยู่กับเรา เพื่อที่จะได้นำไปบอกเล่าและแนะนำให้ทุกคนได้ลองมาเที่ยวที่ภูมิภาคโทโฮคุแห่งนี้ให้ได้สักครั้ง…

รู้หรือไม่? เราสามารถเที่ยวทริปนี้อย่างสะดวกและสบายกระเป๋าได้อีกนะ!

ใช่ค่ะ! สำหรับเพื่อนๆ ที่เดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่น (ไม่ได้ถือวีซ่านักเรียน วีซ่าทำงาน ฯลฯ) สามารถซื้อบัตร JR EAST PASS (Tohoku Area) เพื่อใช้ขึ้นรถไฟทั่วไป รวมถึงรถบัสในเครือ JR (อย่างรถบัสไปทะเลสาบโทวาดะ) และรถไฟ Joyful Train ได้ไม่จำกัดจำนวนรอบเป็นเวลา 5 วัน อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ JR EAST PASS (Tohoku Area) และสิทธิพิเศษอื่นๆ เฉพาะผู้ถือบัตรได้ที่นี่เลย!    UFABET เว็บตรง

JR East Pass (Tohoku Area)

Categories
BLOG

ทาสแมวห้ามพลาด! 6 สถานที่น้องเหมียวในย่าน YA-NE-SEN

ถ้าพูดถึง “เมืองน้องแมว” สถานที่ที่คนญี่ปุ่นนึกถึงแห่งหนึ่งคงจะหนีไม่พ้นย่าน YA-NE-SEN ในกรุงโตเกียว YA-NE-SEN (谷根千) เป็นคำเรียกรวมของแถบพื้นที่ 3 แห่งที่อยู่ติดกัน ได้แก่ Yanaka (谷中) Nezu (根津) และ Sendagi (千駄木) โดยนำเอาตัวอักษรตัวแรกของแต่ละพื้นที่มารวมกัน ย่านนี้เป็นที่รู้จักกันดีในญี่ปุ่นว่ามีน้องแมวอาศัยอยู่มากมาย เวลามาเดินเล่นแถวย่านนี้ เราจะพบเจอน้องแมวอยู่ตามซอกตามมุม บนกำแพงและหลังคาเต็มไปหมด นอกจากนี้ ยังมีคาเฟ่และร้านขายของธีมน้องแมว และร้านขนมที่ได้แรงบันดาลใจจากหางแมวอีกด้วย เรามาเดินเล่นในเมืองแมวเหมียวไปด้วยกันนะคะ

1. ย่านขายของ Yanaka Ginza กับแมวแห่งโชคลาภ 7 ตัว

 

ในย่านขายของ Yanaka Ginza จะมีแมวที่แกะสลักด้วยไม้ 7 ตัว วางอยู่ตามที่ต่าง ๆ ว่ากันว่าถ้าใครสามารถหาเจอครบทั้ง 7 ตัว ก็จะได้พบกับสิ่งดี ๆ มีโชคลาภเข้ามาหา แมวทั้ง 7 ตัวนี้มีทั้งที่ตั้งอยู่ในจุดเด่นสะดุดตา และในจุดลับ ๆ ที่ผู้คนมักจะไม่สังเกต ท่าทางของแมวแต่ละตัวก็ช่างน่ารักน่าชัง แค่ยืนมองดูก็รู้สึกสุขใจแล้วล่ะค่ะ

นอกจากนี้ย่านขายของ Yanaka Ginza ยังมีอาหารและขนมอร่อยมากมาย เพื่อน ๆ ระวังอย่าหลงของกินจนลืมหาน้องแมวกันนะคะ ถ้าใครโชคดีหน่อย ก็อาจจะได้เจอน้องแมวตัวจริงอยู่ตามท้องถนนในย่านนี้ก็ได้ค่ะ

2. คาเฟ่เนะโกะเอะมง (Nekoemon)

 

เดินหาแมว 7 ตัวกันมาจนเหนื่อยแล้ว เรามานั่งพักในคาเฟ่กันบ้าง คาเฟ่เนะโกะเอะมงแห่งนี้เป็นคาเฟ่ที่ดัดแปลงมาจากบ้านเก่าอายุมากกว่า 90 ปีเชียวล่ะค่ะ อาหารของที่นี่ตกแต่งในธีมน้องแมวน่ารัก ไม่ว่าจะเป็นชีสเค้กแมวขาว หรือมองบลังค์แมวดำที่ทำเป็นหน้าน้องแมว และยังมีแยมโรลที่มีหูน้องแมวตกแต่งมาด้วย นอกจากนี้ เพื่อน ๆ ยังสามารถลองวาดรูปลงสีบนเครื่องปั้นรูปแมวกวักได้ด้วย อยากจะได้แมวพันธุ์ไหน สีอะไร ก็ใช้จินตนาการวาดลงไปได้เต็มที่

3. ร้าน Maneki Neko Yanaka Dou

 

ถัดจากคาเฟ่เนะโกะเอะมง ก็คือร้าน Maneki Neko Yanaka Dou ซึ่ง Maneki Neko แปลว่าแมวกวัก เพื่อน ๆ คงเดาได้ไม่ยากว่าร้านนี้เป็นร้านขายแมวกวักนั่นเอง ที่นี่มีแมวกวักน่ารัก ๆ ให้เลือกหลากหลายรูปแบบ มีทั้งแมวกวัก Yanaka Neko ซึ่งเป็นแมวกวักแบบดั้งเดิมของย่าน Yanaka และยังมีแมวกวักที่ทำออกมาเป็นพิเศษเฉพาะฤดูกาลอีกด้วย ยังไม่หมดเท่านี้ ยังมีบริการรับทำแมวกวักพิเศษเฉพาะคน หรือ My Maneki Neko ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถสั่งทำแมวกวักที่มีรูปร่างเลียนแบบน้องแมวที่เลี้ยงอยู่ได้

4. ร้าน Neko Action

 

ร้านนี้เป็นร้านขายของจิปาถะธีมน้องแมว มีทั้งพวงกุญแจ เสื้อยืด และกระเป๋าลายแมวเต็มไปหมด ถ้าใครกำลังหาของฝาก หรือของใช้เองก็อย่าลืมแวะเวียนไปร้านนี้กันได้ รับรองว่ามีของลายน้องแมวที่ไม่เคยเห็นที่ไหนอย่างแน่นอน

5. ร้านขนม Yanaka Shippoya

 

 

เดินเล่นไปเรื่อย ๆ ท้องก็เริ่มหิว มาลองขนมร้าน Yanaka Shippoya กันดูค่ะ ขนมของร้านนี้เป็นโดนัทอบที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหางแมว เมนูมีหลายลายหลากรส ไม่ว่าจะเป็นลายหางแมวสามสี หางแมวขาวดำ หรือหางแมวลายเสือ แต่ละลายก็จะมีรสชาติแตกต่างกันไป ถ้าใครมากันเป็นกลุ่ม ก็ลองซื้อมาชิมกันหลาย ๆ รสชาตินะคะ

6. แกลเลอรี่ Neko Machi

 

สถานที่สุดท้ายที่จะพาไปชมก็คือ แกลเลอรี่ Neko Machi ที่นี่ใช้บ้านทั้งหลังที่ตั้งอยู่ท่ามกลางย่าน YA-NE-SEN มาทำเป็นแกลเลอรี่ ตั้งแต่บันไดทางเข้าจะมีรูปปั้นแมวมายืนต้อนรับ ส่วนข้างในก็เต็มไปด้วยเครื่องปั้น รูปภาพ และงานแกะสลักของน้องแมวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทาสแมวหรือคนที่ชอบงานอาร์ตก็สามารถเพลิดเพลินไปกับที่นี่ได้

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 6 สถานที่แมวเหมียวในย่าน YA-NE-SEN ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนพอมีเวลาว่างสัก 1-2 ชั่วโมงก็สามารถไปเดินเล่นกันได้ หรือใครอยากจะเต็มอิ่มกับเมืองน้องแมวแห่งนี้อย่างเต็มที่ จะใช้เวลา 1 วันในการเที่ยวเล่นก็ไม่มีเบื่อค่ะ    สล็อตเว็บตรง

Categories
BLOG

“ชิบะซากุระ” ดอกไม้ที่ไม่ใช่ซากุระ แต่บานเป็นทุ่งงดงามไม่แพ้ดอกซากุระ

ในช่วงตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงที่ดอก “ชิบะซากุระ” ซึ่งคนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ความสนใจเป็นอย่างมากกำลังบานสวย ดอกไม้ชนิดนี้มีสีสันสดใสเมื่อบานดอกพร้อมกัน ทำให้เห็นเหมือนพรมสีสวยปูอยู่ทั่วพื้นที่กว้าง ยิ่งในวันที่อากาศปลอดโปร่งดอกไม้ชนิดนี้จะยิ่งสวยงามขึ้นอีก มารู้จักดอกชิบะซากุระและสายพันธุ์หลากหลายของมันกันนะคะ

รู้จักดอกชิบะซากุระ

ชิบะซากุระ (芝桜, シバザクラ) หรือ Moss phlox หรือที่คนไทยเรียกว่า พิงค์มอส เป็นพืชในตระกูลมอส ซึ่งเป็นไม้ล้มลุกที่มีความสูงประมาณ 10 เซนติเมตร มีใบแหลมแข็งคล้ายเข็ม มีกิ่งเลื้อยอยู่ตามพื้นดินและแตกกิ่งจากข้อต่อของลำต้น ชิบะซากุระบานดอกในช่วงฤดูใบไม้ผลิตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม ด้วยมีกลีบดอก 5 กลีบเป็นสีชมพูคล้ายคลึงกับกลีบดอกซากุระ คนญี่ปุ่นจึงตั้งชื่อดอกไม้ชนิดนี้ว่า ชิบะซากุระ ทั้งๆ ที่มันเป็นพืชล้มลุกซึ่งแตกต่างจากซากุระที่เป็นไม้ยืนต้น หลังจากการบานดอกในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ต้นของชิบะซากุระจะคงความเขียวตลอดปี คนญี่ปุ่นจึงนิยมนำมาใช้ปูบริเวณที่ลาดชันและใช้คลุมดินเพื่อป้องกันหน้าดินไม่ให้ถูกชะโดยน้ำฝน

พันธุ์ของชิบะซากุระ

คนส่วนใหญ่คิดว่าดอกชิบะซากุระมีแต่สีชมพูเหมือนดอกซากุระ แต่จริงๆ แล้วดอกไม้ชนิดนี้มีสีสันหลากหลาย เช่น สีขาว ม่วง น้ำเงิน และแบบที่มีริ้วสีแดงอยู่บนกลีบสีขาว เป็นต้น โดยพันธุ์ชิบะซากุระที่คนญี่ปุ่นนิยมปลูกมีดังนี้

ดาเนียลคุชชัน (ダニエルクッション)

พันธุ์นี้จะเจริญช้าแต่ทนทานต่อโรคพืช อากาศร้อน และอากาศหนาวเย็นได้ดี ดอกมีสีชมพูเข้ม มีขนาดดอกค่อนข้างใหญ่กว่าพันธุ์อื่น ดอกบานอัดกันแน่นมองไกลๆ คล้ายพรมสีชมพู

ลิตเติ้ลดอท (リトルドット)

พันธุ์นี้เจริญได้ช้ากว่าพันธุ์อื่น ดอกมีสีขาว ขนาดค่อนข้างเล็ก อย่างไรก็ดี เวลาที่ดอกบานพร้อมกันจะดูสวยงามดังผืนพรมปูอยู่บนพื้นดิน

สการ์เลตเฟรม (スカーレットフレーム)

พันธุ์นี้เจริญได้อย่างรวดเร็ว บานดอกเป็นสีแดง กลีบดอกค่อนข้างเล็ก แลดูน่ารัก

ริ้วชมพูขาว (白とピンクの縞)

พันธุ์นี้มีดอกที่มีริ้วสีชมพูอยู่บนกลีบดอกสีขาว ตรงกลางจะมีจุดสีชมพูเข้ม แลดูน่ารัก

อะโทรเพอร์พรี (アトロプルプレア)

พันธุ์นี้เป็นพันธุ์ที่เจริญได้อย่างรวดเร็ว บานดอกเป็นสีม่วงอมชมพู ช่วงเวลาการบานดอกค่อนข้างนานกว่าพันธุ์อื่นๆ

 

ดอกสีน้ำเงิน (オーキントンブルーアイ)  

พันธุ์นี้จะมีดอกสีน้ำเงินดูสวยงามสบายตา

ก่อนการระบาดของไวรัสโควิด-19 นักท่องเที่ยวสามารถไปชมความงามของดอกชิบะซากุระได้ที่สวนสาธารณะหลายที่ เช่น ที่ Hitsujiyama Park เมืองชิชิบุ จังหวัดไซตามะ เทศกาลชมดอกชิบะซากุระที่คาวากุจิโกะ จังหวัดยามะนาชิ และที่สวน Higashimokoto จังหวัดฮอกไกโด เป็นต้น โดยสวนเหล่านี้ปลูกดอกชิบะซากุระหลากหลายพันธุ์เป็นหลักแสนต้น

ทุ่งชิบะซากุระที่ Hitsujiyama Park
ทุ่งชิบะซากุระที่คาวากุจิโกะ
ทุ่งชิบะซากุระที่สวน Higashimokoto จังหวัดฮอกไกโด

ปีนี้ก็เป็นอีกปีที่เรายังไม่สามารถไปชมดอกชิบะซากุระสวยงามด้วยตา ไว้สถานการณ์ไวรัสโควิด-19  ดีขึ้น ขอชวนมาชมดอกชิบะซากุระที่ญี่ปุ่นกันนะคะ    UFABET เว็บตรง

Categories
BLOG

teamLab Borderless สร้างสถิติพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลก!!

teamLab เป็นการรวมตัวของศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะดิจิทัลที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และคาดว่าหลายคนคงเคยได้ยลโฉมผลงานหรือรู้จักผลงานของพวกเขา นอกจากที่ญี่ปุ่น teamLab ได้สร้างผลงานไว้มากมายทั่วโลกมากว่า 20 ปี รวมถึงนิทรรศการชั่วคราวในประเทศไทยเมื่อปี 2016 ด้วย

พิพิธภัณฑ์ที่ได้รับการบันทึกสถิติโลกกินเนสส์

teamLab มีพิพิธภัณฑ์ teamLab Borderless ซึ่งเป็นนิทรรศการถาวรอยู่ที่โอไดบะ กรุงโตเกียว และเริ่มเปิดให้เข้าชมเมื่อเดือนมิถุนายน 2018

เมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา มีผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้กว่า 2.1 ล้านคน จนได้บันทึกลงสถิติโลกกินเนสส์ (Guinness World Record) ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ซึ่งแสดงผลงานของศิลปินเดี่ยวหรือกลุ่มเดียว ที่มีจำนวนผู้เข้าชมมากที่สุดในโลก

 

ว่ากันว่า ด้วยจำนวนผู้เยี่ยมชมขนาดนี้เท่ากับสามเท่าของจำนวนผู้เข้าชมของพิพิธภัณฑ์แสดงผลงานศิลปินเดี่ยวอันดับต้นๆ 3 แห่งรวมกันเลยก็ว่าได้ โดยอีก 3 ที่ที่ว่านี้คือ Van Gogh Museum ที่ประเทศเนเธอแลนด์ Picasso Museum ที่ประเทศบาร์เซโลน่า และ Dali Theatre-Museum ที่ประเทศสเปน

ช่วงเวลาประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวทั้งคนญี่ปุ่นและชาวต่างชาติจากกว่า 160 ประเทศมาเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้ ด้วยความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานศิลปะที่ไร้ขอบเขต ผสมผสานความเป็นศิลปะกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้ teamLab Borderless ประสบความสำเร็จอย่างมาก

 

 

อีกทั้งเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2021 ที่ผ่านมา teamLab Borderless ได้ปรับปรุงขยายพื้นที่บางโซนอย่าง Athletics Forest (運動の森) และ Light Sculpture Space (光の彫刻空間) มีการเปิดโซนใหม่อย่าง Sketch Factory (お絵かきファクトリー) ที่เราสามารถลองวาดผลงานศิลปะของตัวเองและทำเป็นสินค้าติดไม้ติดมือกลับบ้านได้อีกด้วย

 

เป็นที่น่าเสียดายที่ teamLab Borderless เพิ่งประกาศว่าจะปิดตัวพิพิธภัณฑ์ที่โอไดบะแห่งนี้ โดยจะเปิดทำการเป็นวันสุดท้ายคือวันที่ 31 สิงหาคม 2022 เนื่องจากพื้นที่บริเวณนั้นมีแผนจะพัฒนาใหม่

อย่างไรก็ตามแฟนๆ teamLab ก็ไม่ต้องเป็นกังวลไป เพราะทางทีมงานประกาศว่า teamLab จะกลับมาอีกครั้ง โดยเปลี่ยนสถานที่ไปอยู่ใกล้ใจกลางเมืองมากขึ้น โดยมีแผนเปิดให้เข้าชมอีกครั้งในปี 2023

 

ในช่วงนี้เอง นอกจากพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงนิทรรศการถาวรอย่างที่โอไดบะแล้ว teamLab มีการร่วมมือกับภาคเอกชนหรือหน่วยงานท้องถิ่นในจังหวัดต่างๆ จัดแสดงนิทรรศการชั่วคราวในจังหวัดอื่นๆ ในญี่ปุ่นด้วย  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

อย่างที่ผู้เขียนเคยนำเสนอไว้ในอีกบทความหนึ่งเรื่องนิทรรศการ teamLab: Tea Time in the Soy Sauce Storehouse ที่จังหวัดโอคายามะ ก็เป็นนิทรรศการที่น่าสนใจไม่น้อย

 

สำหรับแฟนๆ กลุ่มศิลปิน teamLab คงต้องรีบไปเยี่ยมชมผลงานของพวกเขาที่ teamLab Borderless ก่อนที่จะปิดตัว (ชั่วคราว) ซะแล้วล่ะค่ะ

รายละเอียดของ teamLab Borderless
Odaiba Palette Town Complex
1 Chome-3-8, Koto City, Tokyo 135-0064

Categories
BLOG

ชวนไปเที่ยว “Enomoto Farm” จุดหมายยอดฮิตของนักปั่น (จักรยาน) และสายไอศกรีมเจลาโต้

ในช่วงนี้ที่ญี่ปุ่นเป็นฤดูร้อน (ประมาณเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม) ซึ่งบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองมักนิยมพาเด็กๆ ออกไปทำกิจกรรมหรือไปเที่ยวนอกบ้าน หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตช่วงฤดูร้อนคือฟาร์มเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ที่มีกิจกรรมให้เราเลือกทำมากมาย

ในครั้งนี้ ผู้เขียนจะขอมาแนะนำฟาร์มเล็กๆ ในจังหวัดไซตามะ ที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองโตเกียวมากนัก โดยสถานที่แห่งนี้เป็นที่นิยมในหมู่นักปั่นจักรยานและผู้ที่ชื่นชอบไอศกรีมเจลาโต้ เพราะว่ากันว่าไอศกรีมของที่นี่อร่อยและเข้มข้นไม่แพ้ไอศกรีมเจ้าดังๆ ของจังหวัดฮอกไกโดเลยทีเดียว

เอโนโมโตะฟาร์ม

เอโนโมโตะฟาร์ม หรือ Enomoto Farm (榎本牧場) เป็นฟาร์มโคนมเล็กๆ ในเขตอาเกโอะ (上尾) จังหวัดไซตามะ ซึ่งสามารถขับรถไปจากใจกลางเมืองโตเกียวโดยใช้เวลาแค่ประมาณ 1 ชั่วโมง หรือหากปั่นจักรยานไปก็ใช้เวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง จึงเป็นจุดแวะพักยอดนิยมสำหรับเส้นทางปั่นจักรยานเลียบแม่น้ำอาราคาวะหรือ Arakawa Cycling Road (荒川サイクリングロード) อีกด้วย

 

แม้ว่าย่านอาเกโอะจะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวมากนัก แต่ฟาร์มแห่งนี้กลับเป็นจุดหมายยอดฮิตของเหล่านักท่องเที่ยวที่ชอบทำกิจกรรม รวมถึงไอศกรีมเจลาโต้ชองที่นี่ก็นับว่าขึ้นชื่อเลยทีเดียว

 

 

ที่เอโนโมโตะฟาร์ม มีโคนมพันธุ์โฮลส์ไตน์ (Holstein) กว่า 70 ตัว (ถ้าใครนึกไม่ออก โคนมพันธุ์นี้คือพันธุ์ที่มีสีขาวดำที่เรามักเห็นกันตามภาพโฆษณาผลิตภัณฑ์จากนมนั่นแหละ) นอกจากนี้ ในฟาร์มยังมีสัตว์ชนิดอื่นๆ อย่างหมูแคระ ไก่ และกระต่าย ซึ่งได้รับความนิยมจากเหล่าเด็กๆ ที่มาเยี่ยมชมเป็นอย่างมาก

 

 

สินค้าขึ้นชื่อคือไอศกรีมเจลาโต้

ไอศกรีมเจลาโต้ของเอโนโมโตะฟาร์มขึ้นชื่อว่าหอมหวานเข้มข้น มีวัตถุดิบเป็นนมสดๆ จากโคนมโฮลส์ไตน์ ซึ่งการรีดนมวัวก็เป็นกิจกรรมที่เจ้าหน้าที่ของฟาร์มทำเป็นประจำวันละ 2 ครั้ง โดยโคนม 1 ตัวสามารถให้น้ำนมได้ถึงวันละ 20-30 กิโลกรัมเลยทีเดียว ว่ากันว่าถ้าไปเยี่ยมชมฟาร์มในช่วงวันหยุดแล้วล่ะก็ จะเห็นคิวที่ต่อแถวซื้อไอศกรีมจนล้นออกมาหน้าร้านเป็นเรื่องปกติ

 

 

นอกจากไอศกรีมที่ขายหน้าร้านเป็นประจำซึ่งมีประมาณ 30 รสแล้ว ทางฟาร์มยังออกรสชาติใหม่ๆ เป็นช่วงสั้นๆ หรือตามฤดูกาลอีกด้วย อย่างรสชาเขียวมัทฉะ รสไวน์เชอร์เบท รสช็อกโกแลตต้อนรับวาเลนไทน์ เป็นต้น

 

 

กิจกรรมที่เอโนโมโตะฟาร์ม

สำหรับคนที่ไปเยี่ยมชมเอโนโมโตะฟาร์ม นอกจากจะไปชิมไอศกรีมอร่อยๆ แล้ว ยังสามารถไปทำกิจกรรมที่ทางฟาร์มเตรียมไว้ให้ได้อีกด้วย

กิจกรรมยอดนิยมของที่นี่คือการรีดนมวัว ซึ่งจะรวมไปถึงการให้อาหาร แปรงขน และการลองทำเนยจากนมวัวสดๆ อีกด้วย โดยกิจกรรมจะเริ่มในเวลา 10.30 น. ในทุกๆ วันหยุดเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ (ต้องจองล่วงหน้า) ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง และมีค่าใช้จ่ายที่คนละ 2,200 เยน (ประมาณ 660 บาท)

หลังจากทำกิจกรรมและรับประทานไอศกรีมแล้ว ก็ได้เวลาซื้อของฝาก ของกินอีกอย่างที่ได้รับของนิยมของฟาร์มนี้คือโยเกิร์ตและโกโก้ร้อน

 

โยเกิร์ตของฟาร์มนี้ทำจากส่วนผสมเพียง 3 อย่างคือ นมวัว น้ำตาล และจุลินทรีย์กลุ่มที่ผลิตกรดแลคติก ไม่มีสารแต่งรสแต่งกลิ่น จึงทำให้ความอร่อยแบบธรรมชาติจริงๆ โดยมีให้เลือกซื้อทั้งโยเกิร์ตแบบปกติ และโยเกิร์ตแบบดื่ม

 

ส่วนโกโก้ร้อนของที่นี่มีจุดเด่นคือจะใช้โกโก้ 2 ชนิดผสมกันตามสูตรของฟาร์ม อีกทั้งยังใส่ไอศกรีมเจลาโต้รสนมลงไปด้วย ทำให้สัมผัสได้ถึงความหอมหวานของเจลาโต้ละมุนลิ้นทุกครั้งที่ดื่ม

 

สำหรับคนที่ซื้อไอศกรีมเพื่อรับประทานที่ร้านแล้วยังไม่หนำใจ ก็สามารถซื้อไอศกรีมแบบ take away ไปอร่อยต่อที่บ้านได้อีก หากใครที่ไม่ได้พกกล่องเก็บความเย็นมาด้วย จะขอซื้อจากทางร้านก็ได้ หรือจะเลือกบริการขนส่งโดยทางร้านจัดการให้ก็สะดวกดีเหมือนกัน

 

 

สำหรับใครที่กำลังหาสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่ไม่ไกลจากโตเกียว ไม่ว่าคุณจะเป็นนักปั่นจักรยาน สายหวานที่ชอบไอศกรีมเจลาโต้ หรือคนที่ชอบกิจกรรมต่างๆ แล้วล่ะก็ เอโนโมโตะฟาร์มคงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ  สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

ร้านละเอียดของ Enomoto Farm (榎本牧場)
736-1 Azeyoshi, Ageo, Saitama 362-0065
เปิดทุกวันในช่วงเดือนเมษายน – ธันวาคม เวลา 9.30 – 17.00 น.

Categories
BLOG

วิวนี้มีเฉพาะหน้าหนาว! พาไปชมสุดยอด“น้ำแข็งย้อย” 3 แห่งในเมืองชิชิบุ จ.ไซตามะ

วิวนี้มีเฉพาะหน้าหนาว! พาไปชมสุดยอด “น้ำแข็งย้อย” 3 แห่งในเมืองชิชิบุ จ.ไซตามะ
วิวนี้มีเฉพาะหน้าหนาว! พาไปชมสุดยอด “น้ำแข็งย้อย” 3 แห่งในเมืองชิชิบุ จ.ไซตามะ

มีใครที่พอข้างนอกเริ่มหนาวจนเลขตัวเดียวแล้ว ก็อยากจะอยู่กับบ้าน ห่อตัวอยู่ในผ้าห่มบ้างคะ ผู้เขียนเข้าใจความรู้สึกนั้นดีเลย แต่คราวนี้อยากให้เพื่อน ๆ แข็งใจใส่โค้ดแล้วก้าวออกไปจากบ้าน เพราะวิวทิวทัศน์ที่จะพาไปดู มันคุ้มค่ากับการฝ่าอากาศหนาวดั้นด้นไปชมจริง ๆ ค่ะ วิวที่ว่านี่ก็คือ “น้ำแข็งย้อย” หรือในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า สึราระ (氷柱) ที่เราจะหาดูได้เฉพาะหน้าหนาวเท่านั้น และจะสวยที่สุดก็ต่อเมื่ออุณหภูมิเย็นได้ที่เท่านั้น ไม่งั้นอาจจะละลายไปก่อนได้ ซึ่งน้ำแข็งย้อยที่โด่งดังในแถบคันโตมีอยู่ 3 แห่งด้วยกัน อยู่ที่เมืองชิชิบุ จังหวัดไซตามะ ใครจะไปชม 3 แห่งรวดเดียวเลยหรือจะแยกไปที่ละวันก็ได้ค่ะ

Mizotsuchi no Tsurara (三十槌の氷柱)

 

Mizotsuchi no Tsurara เป็นน้ำแข็งย้อยธรรมชาติขนาดใหญ่ เกิดจากน้ำที่แทรกซึมออกมาจากพื้นผิวของหิน มีความสูงถึง 8 เมตร กว้าง 30 เมตร ด้วยความที่น้ำแข็งย้อยที่นี่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ทำให้รูปร่างในแต่ละปีแตกต่างกันไป เพียงเรายืนชมจากด้านหน้าแล้วแหงนมองขึ้นไปก็จะได้ดื่มด่ำกับความสวยงามและความทรงพลังของธรรมชาติ โดยช่วงที่จะเกิดน้ำแข็งย้อยอย่างสวยงามจะเป็นช่วงกลางเดือนมกราคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์เท่านั้น ในตอนกลางคืนจะมีการจัดไฟสีสวยงาม ได้บรรยากาศแตกต่างกับตอนกลางวันเลยล่ะค่ะ สำหรับการเดินทางถ้าออกจากโตเกียวสามารถนั่งรถไฟสาย Seibu ลงสถานี Seibu Chichibu แล้วต่อรถบัสของ Seibu Kankou สาย Mitsumine Jinja ลงป้าย Mizotsuchi ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งแล้วแต่ว่าเดินทางออกจากสถานีไหนในโตเกียวค่ะ

Onouchikeikoku no Tsurara (尾ノ内渓谷の氷柱)

 

น้ำแข็งย้อย Onouchikeikoku มีจุดเด่นอยู่ที่สะพานไม้ที่อยู่ท่ามกลางน้ำแข็งย้อย เราสามารถเดินตามสะพานไปเรื่อย ๆ เพื่อชื่นชมทัศนียภาพอันสวยงามรอบข้าง ราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในโลกน้ำแข็ง ด้วยความที่น้ำแข็งย้อยแห่งนี้ตั้งอยู่ตีนภูเขา ทำให้อากาศหนาวเย็นจัด ใครอยากไปชม โดยเฉพาะตอนกลางคืนที่จัดไฟสวยงาม ควรแต่งตัวให้อบอุ่นนะคะ สำหรับการเดินทางถ้าใครขับรถได้ ไปโดยรถยนต์จะดีที่สุด เขามีที่จอดเตรียมไว้ให้พร้อมค่ะ แต่ถ้าใครไม่สะดวกขับรถ ก็ให้นั่งรถไฟไปสถานี Seibu Chichibu จากนั้นต่อรถบัสของ Seibu Kankou สาย Kurio หรือสาย Ogano Shako ลงที่ป้าย Ogano Yakuba แล้วต่อรถบัสสาย Sakamoto ลงที่ป้าย Onouchikeikoku Iriguchi แล้วเดินต่ออีก 20 นาทีก็จะถึงค่ะ เวลาที่ใช้ขึ้นอยู่กับตารางเดินรถบัสในเดือนหรือวันที่เราจะไปด้วย เพื่อน ๆ เช็คให้ดีก่อนไปนะคะ

Ashigakubo no Tsurara (あしがくぼの氷柱)

 

 

ถ้าอยากชมน้ำแข็งย้อยสวย ๆ ที่เดินทางสะดวกหน่อย แนะนำที่นี่เลยค่ะ เพราะน้ำแข็งย้อย Ashigakubo นี้ เพียงนั่งรถไฟสาย Seibu ลงสถานี Ashigakubo แล้วเดินต่ออีก 10 นาทีก็ถึงแล้ว ใช้เวลาจากโตเกียวประมาณไม่เกิน 2 ชั่วโมง จุดเด่นของที่นี่คือการเปิดไฟตอนกลางคืนที่สวยงาม มีไฟหลากหลายสี เปลี่ยนสลับกันไป เพียงยืนชมก็เหมือนเข้าไปอยู่ในโลกแห่งความฝันเหนือจินตนาการเลยล่ะค่ะ ใครที่ไปถึงเร็ว เขามีที่นั่งผิงไฟอุ่น ๆ เพื่อรอเปิดไฟตอนฟ้ามืดด้วยนะคะ

ใครอยากดื่มด่ำกับความสวยงามของธรรมชาติที่หาดูได้เฉพาะช่วงฤดูหนาวเท่านั้น ลองไปชมน้ำแข็งย้อย 3 แห่งนี้ได้ อย่าลืมแต่งตัวอุ่น ๆ พกถุงร้อนไปด้วยนะคะ  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

Categories
BLOG

อยู่ในเมืองใหญ่ใช่ว่าจะไม่มีสวน! ผ่อนคลายจิตใจไปกับ 13 สวนสาธารณะทั่วกรุงโตเกียว

โตเกียว อันกว้างใหญ่เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องและประชากรที่ใช้ชีวิตอยู่หลายล้านคน สวนสาธารณะ จึงเป็นสถานที่ที่ผู้คนนิยมออกมาสัมผัสธรรมชาติและพักผ่อนหย่อนใจ ขอแนะนำ สวนสาธารณะ 13 แห่งทั่วกรุง โตเกียว ที่มีความน่าสนใจและเหมาะสำหรับการทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะการชมดอกไม้

สวนโยโยงิ (Yoyogi Park)

 

เป็นสวนที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ในบรรดาสวนสาธารณะทั่ว 23 เขตของกรุงโตเกียว ตั้งอยู่ระหว่างสถานีฮาราจุกุและสถานีโยโยงิในระยะที่สามารถเดินไปได้จากทั้ง 2 สถานี ในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ซากุระบานเยอะๆ มีคนมากมายแวะเวียนมาชมดอกซากุระที่มีอยู่กว่า 700 ต้น ส่วนในฤดูใบไม้ร่วงที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มีชื่อสียง ไม่เพียงเท่านั้นในสวนยังมีดอกไม้อื่นๆ ที่ผลิบานให้ชมได้ตลอดทั้งปี และมีการจัดงานอีเวนท์หรืองานเทศกาลใหญ่ๆ อยู่เป็นประจำ

สวนชินจุกุเกียวเอ็น (Shinjuku Gyoen National Gardens)

 

เดิมเป็นสวนของพระราชวังที่สร้างขึ้นในปี 1897 เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่กว่า 10,000 ต้นอยู่ในพื้นที่กว่า 583,000 ตารางเมตรและมีระยะทางรอบสวนยาวกว่า 3.5 กิโลเมตร สวนนี้เสียค่าเข้า 500 เยน แต่ภายในแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติจนไม่น่าเชื่อว่าที่นี่อยู่ใจกลางชินจุกุที่คลาคล่ำไปด้วยตึกและผู้คน นอกจากนี้ยังมีอาคารเก่าแก่หลายแห่งที่มีบทบาททางประวัติศาสตร์สมัยจักรวรรรดิญี่ปุ่นให้ชมอีกด้วย

สวนอิโนะคาชิระอนชิ (Inokashira Onshi Park)

 

สวนสาธารณะเก่าแก่แห่งนี้เป็นจุดนัดเดทของหนุ่มสาวชาวโตเกียวมาตั้งแต่ราว 100 ปีก่อน ปัจจุบันมีสวนสัตว์เล็กๆ ที่มีกีนีพิก (หนูแกสบี้) ให้สัมผัสจึงมีเป็นที่นิยมมากของครอบครัวที่มีลูก ส่วนสระอิโนะคาชิระให้บริการพายเรือเล่น โดยมีให้เลือกทั้งเรือพาย จักรยานน้ำ และเรือหงส์ที่เด็กๆ ชื่นชอบเป็นพิเศษ

สวนอุเอโนะอนชิ (Ueno Onshi Park)

 

สวนอุเอโนะอนชิที่ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟอุเอโนะแห่งนี้มีชื่อเสียงมากในฐานะจุดชมดอกซากุระ ในพื้นที่เดียวกันมีสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจเช่น พิพิธภัณฑ์ศิลปะ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ สถานที่จัดแสดงคอนเสิร์ต รวมทั้งร้านกาแฟสตาร์บัค 1 ใน 14 สาขาทั่วประเทศที่ได้รับการออกแบบพิเศษให้มีแนวคิดเข้ากับสถานที่และเหมาะกับการหย่อนใจท่ามกลางธรรมชาติ

สวนโชวะคิเน็น (Showa Kinen Park)

 

ตั้งอยู่ระหว่างเมืองทาจิคาวะกับเมืองอาคิชิมะในกรุงโตเกียว ได้รับเลือกเป็น “1 ใน 100 สวนสวยในเมืองใหญ่” มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายในสวนขนาดใหญ่พื้นที่ถึง 1,800,000 ตารางเมตร และมีการจัดงานอีเวนท์อยู่เนืองๆ เช่น เทศกาลดอกไม้บาน ให้ผู้คนได้เพลิดเพลินกับการชมดอกไม้ช่วงฤดูใบไม้ผลิ นอกจากนี้ยังมีลู่กรีฑา สระว่ายน้ำ และลานกีฬาให้คนทุกวัยได้ใช้ทำกิจกรรม

สวนริคุกิเอ็น (Rikugien Gardens)

 

ที่นี่เป็นสวนญี่ปุ่นที่สร้างในพื้นที่คฤหาสน์ยานางิซาวะในสมัยโชกุนโทคุงาวะ ซึนะโยชิ โดยจำลองรูปแบบสวนในตำหนักคัทสึระ และได้รับการแต่งตั้งเป็นสถานที่ที่ทิวทัศน์งดงามเป็นพิเศษ ผู้มาเยือนจะได้ชมทิวทัศน์ต่างๆ รอบสระน้ำขนาดใหญ่กลางสวน นอกจากจะเป็นจุดชมซากุระพันธุ์ชิดะเระที่ห้อยระย้าเหมือนน้ำตกแล้วยังเพลิดเพลินกับใบไม้เปลี่ยนสีและดอกไม้ตามฤดูกาลอื่นๆ เช่น ดอกกุหลาบพันปีและดอกไฮเดรนเยีย

สวนฮิบิยะ (Hibiya Park)

 

สวนฮิบิยะซึ่งเป็นจุดพักผ่อนในใจกลางเมืองที่มีชื่อเสียงแห่งนี้เป็นสวนสาธารณะแบบตะวันตกแห่งแรกของญี่ปุ่น นิยมใช้เป็นสถานที่จัดงานอีเวนท์หลายงานเช่น งานจัดแสดงพืชสวน ตลาดคริสต์มาส ภายในสวนมีน้ำพุขนาดใหญ่ สวนดอกไม้ที่เต็มไปด้วยดอกไม้ต่างๆ ให้ชมความงามได้ตลอดทั้งปี ต้นแปะก๊วยขนาดใหญ่อายุราว 350 ปีที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ประจำสวน นอกจากนี้ยังมีลานคอนเสิร์ตกลางแจ้ง ห้องสมุด ให้บริการอีกด้วย

สวนฮามะริคิว (Hama-rikyu Onshi Gardens)

 

สวนแห่งนี้เดิมเป็นคฤหาสน์ฮามะริคิวของตระกูลโชกุนโทคุงาวะและกลายเป็นส่วนหนึ่งของตำหนักฮามะริคิวเมื่อเข้าสู่สมัยเมจิ มีความพิเศษอยู่ที่สระน้ำชิโอะอิริกลางสวนที่มีการผันน้ำทะเลเข้ามาทำให้ระดับน้ำเปลี่ยนไปได้ตามช่วงเวลาน้ำขึ้นลง และมีชื่อเสียงเกี่ยวกับดอกเรพซีดกว่า 300,000 ต้น ดอกไม้สีเหลืองอร่ามกับพื้นหลังเป็นตึกสูงในเขตชิโอโดเมะให้ความรู้สึกแปลกตาน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

สวนโคอิชิคาวะ โคระคุเอ็น (Koishikawa Korakuen Gardens)

 

 

อีกสวนญี่ปุ่นที่สร้างตั้งแต่สมัยเอโดะ เดิมเป็นคฤหาสน์ของตระกูลมิโตะโทคุงาวะ ได้รับการแต่งตั้งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และสถานที่มีทิวทัศน์งดงามเป็นพิเศษ สวนนี้สอดแทรกการตกแต่งแบบขงจื๊อตามชื่อ “โคระคุเอ็น” ที่มีที่มาจากวัฒนธรรมจีน ภายในสวนปลูกดอกไม้ตามฤดูกาลไว้มากมาย และมีสิ่งที่ไม่ค่อยได้พบเจอในสวนทั่วไปอย่าง “นาข้าว” ที่เด็กประถมเป็นผู้ปลูกและเก็บเกี่ยว

สวนชิบะ (Shiba Park)

 

สวนชิบะที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากฐานของโตเกียวทาวเวอร์แห่งนี้เปิดให้บริการในปี 1873 และเป็นหนึ่งในสวนสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น นอกจากเป็นจุดชมดอกซากุระที่มีผู้มาเยือนมากมายทุกปีแล้ว ยังมีสถานที่ทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยโคฟุนหรือราวช่วงคริสตศักราช 300-538 และต้นไม้เก่าแก่ที่ปลูกไว้ตั้งแต่สมัยเอโดะ-ต้นเมจิ รวมทั้งเนินเขาสร้างด้วยแรงคนที่มีน้ำตกสูงราว 10 เมตรไหลลงมาตามก้อนหินท่ามกลางหมู่ต้นเมเปิ้ลจำลองบรรยากาศธรรมชาติกลางกรุงได้อย่างงดงาม

สวนโอไดบะซีไซด์พาร์ค (Odaiba Seaside Park)

 

สวนสาธารณะริมทะเลที่เดินทางไปได้โดยข้ามสะพานเรนโบว์บริดจ์จากฝั่งชิบะอุระ ภายในสวนมีหาดทรายจำลอง (ไม่อนุญาตให้ว่ายน้ำ) รูปปั้นเทพีแห่งเสรีภาพ มารีนเฮาส์ จึงเป็นสวนที่ผู้มาเยือนสามารถสนุกกับการเก็บหอยและตกปลาได้ นอกจากนี้ยังเหมาะกับการพักผ่อนหย่อนใจกับอาหารอร่อยจากภัตตาคารหลายแห่งที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงและภาพทิวทัศน์ยามกลางคืนที่มองเห็นสะพานสายรุ้งและแสงวิบวับจากอาคารย่านใจกลางเมือง

สวนมิซึโมโตะ (Mizumoto Park)

 

สวนมิซึโมโตะเป็นสวนเพียงหนึ่งเดียวในกรุงโตเกียวที่ให้บรรยากาศริมคลองจากคลองน้อยใหญ่ที่กระจายอยู่ทั่วสวนที่มีพื้นที่กว่า 100,000 ตารางเมตร เป็นจุดชมดอกซากุระและดอกไอริสที่มีผู้คนเข้ามาชมมากมายทุกปี ภายในสวนมีสวนนกที่เป็นที่อาศัยของนกริมน้ำ พื้นที่เฉพาะสุนัขพันธุ์เล็กที่ให้เจ้าของพาสุนัขแสนรักมาวิ่งเล่นได้อย่างอิสระ และพื้นที่ตั้งแคมป์กลางกรุงที่รองรับคนได้สูงสุด 200 คน (กำหนดไม่เกินวันละ 2 กลุ่ม)

สวนโทโดโรกิ (Todoroki Ravine Park)

 

สวนนี้อยู่ใกล้สถานีรถไฟโทโดโรกิโดยใช้เวลาเดินเพียง 3 นาที แต่เมื่อเข้าไปแล้วจะรู้สึกเหมือนหลุดออกมาอยู่อีกที่หนึ่งที่ไม่ใช่กลางเมืองใหญ่ เมื่อข้าม “สะพานแว่นตา” ที่ทอดข้ามโตรกธารหนึ่งเดียวใน 23 เขตโตเกียวก็จะพบกับพื้นที่อนุรักษ์นกที่มีนกป่าอาศัยอยู่ตามต้นไม้สูงใหญ่และธารน้ำไหลเอื่อยชวนให้จิตใจผ่อนคลาย ภายในสวนมีสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง เช่น ถ้ำสุสานโบราณ ร้านขนมญี่ปุ่น และสวนญี่ปุ่น เป็นต้น  UFABET เว็บตรง

Categories
BLOG

ชาวญี่ปุ่นในโตเกียว 6 คนถูกนำตัวส่งรพ. เพราะ “โมจิติดคอ” ผู้ป่วย 3 คนอยู่ในภาวะหัวใจหยุดเต้น

ชาวญี่ปุ่นในโตเกียว 6 คนถูกนำตัวส่งรพ

ชาวญี่ปุ่นในโตเกียว 6 คนถูกนำตัวส่งรพ

หน่วยดับเพลิงโตเกียว รายงานอุบัติเหตุจากการทาน “โมจิ” ที่เกิดขึ้นในวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมาจนถึงเวลา 21:00 น. พบว่า มีชาวญี่ปุ่นช่วงอายุระหว่าง 68-96 ปี จำนวน 6 คน ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในเขตกรุงโตเกียวด้วยอาการ “โมจิติดคอ” และจากจำนวนดังกล่าวมีผู้ป่วยอย่างน้อย 3 คนที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยภาวะหัวใจหยุดเต้น

หน่วยดับเพลิงโตเกียวได้ออกแจ้งเตือนประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและเด็กเล็กว่า ให้ตัดแบ่งโมจิออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ และเคี้ยวให้ละเอียดอย่างช้า ๆ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

นอกจากนี้ ยังแนะนำวิธีการช่วยเหลือผู้ที่มีอาการโมจิติดคอที่ยังมีสติอยู่ คือการทำให้ผู้ป่วยไอออกมา โดยต้องล็อคตัวผู้ป่วยจากด้านหลังให้ก้มหน้าและใช้มือรัดที่หน้าอกหรือกดคางผู้ป่วยลง หรืออาจจะใช้วิธีตบบริเวณแผ่นหลังของผู้ป่วยหรือใช้นิ้วล้วงคอให้ผู้ป่วยอาเจียนด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งก็ได้ หากผู้ป่วยอยู่ในสภาพหมดสติ ให้ทำการปั๊มหัวใจหรือ CPR โดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ยังมีรายงายผู้ป่วยโมจิติดคอเมืองนาโกย่าจำนวน 3 คนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในวันที่ 1 มกราคมด้วยเช่นกัน หน่วยดับเพลิงท้องถิ่นรายงานว่า ผู้ป่วยทั้ง 3 คนอยู่ในช่วงอายุ 70 ปี และผู้ป่วย 2 ใน 3 ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยภาวะหัวใจหยุดเต้นเนื่องจากโมจิติดคอ

สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

Categories
BLOG

สำนักงานตำรวจญี่ปุ่นแนะ “ฮาวทูทิ้ง หน้ากากอนามัย”

สำนักงานตำรวจญี่ปุ่นแนะฮาวทูทิ้งหน้ากากอนามัย

สำนักงานตำรวจญี่ปุ่นแนะฮาวทูทิ้งหน้ากากอนามัย”

ท่ามกลางปัญหาเชื้อไวรัสระบาด ผู้คนต่างกว้านซื้อหน้ากากอนามัยจนสินค้าขาดตลาด จึงไม่แปลกเลยที่เราจะเห็นการรายงานข่าวเกี่ยวกับ “หน้ากากอนามัย” อยู่บ่อยครั้งในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม สำนักงานตำรวจประเทศญี่ปุ่น หน่วยงานที่เคยนำเสนอ “วิธีทำหน้ากากอนามัยง่าย ๆ ด้วยกระดาษชำระสำหรับครัว” ยังได้ออกมาแนะนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในช่วงที่เชื้อไวรัสกำลังระบาด เกี่ยวกับ “การทิ้งหน้ากากอนามัยอย่างถูกต้อง” ผ่านบนทวิตเตอร์สำนักงานตำรวจแผนกรับมือภัยพิบัติ (@MPD_bousai) โดยชาวเน็ตต่างกดแชร์และกดไลก์มากกว่า 24,900 ครั้งแล้ว

การทิ้งหน้ากากอนามัยอย่างถูกต้อง

 

・ ถอดหน้ากากอนามัยออกโดยจับที่สายคล้องเกี่ยวหู
・ ทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วใส่ถุง โดยห้ามสัมผัสกับตัวหน้ากาก
・ ปิดปากถุงให้สนิท ก่อนนำไปทิ้งลงถังขยะ

และต้องไม่ลืมที่จะล้างมือให้สะอาดหลังการทิ้งหน้ากากอนามัยทุกครั้ง อย่างไรก็ดี มีหลายคนที่ยังไม่ทราบวิธีทิ้งหน้ากากอยามัยอย่างถูกต้อง เพราะการทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วลงถังขยะทันที อาจทำให้เชื้อโรคต่าง ๆ ที่ติดอยู่บนหน้ากากแพร่กระจายอยู่บริเวณถังขยะในบ้านเราได้

 

หลังจากที่สำนักงานตำรวจญี่ปุ่นได้เปิดเผยข้อมูล “วิธีทิ้งหน้ากากอนามัย” ทำให้ผู้ใช้ทวิตเตอร์ในญี่ปุ่นเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับขั้นตอนการทิ้งที่หลาย ๆ คนมองข้ามไป โดยชาวเน็ตต่างคอมเม้นท์ขอบคุณไปยังแอคเคาท์สำนักงานตำรวจเป็นจำนวนมาก

※วิธีการทิ้งหน้ากากอนามัยตามข้างต้น เป็นเพียงการช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสต่าง ๆ โดยต้องไม่ลืมที่จะล้างมือ-กลั้วคอเพื่อป้องกันเชื้อไวรัสด้วย  สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

Categories
BLOG

สนามบินฮาเนดะ เปลี่ยนชื่ออาคารเทอร์มินอลระหว่างประเทศเป็น Haneda Airport Terminal 3 เริ่ม 14 มี.ค. เป็นต้นไป

สนามบินฮาเนดะเปลี่ยนชื่ออาคารเทอร์มินอลระหว่างประเทศ

สนามบินฮาเนดะเปลี่ยนชื่ออาคารเทอร์มินอลระหว่างประเทศ

มีประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้วว่า ชื่ออาคารเทอร์มินอลระหว่างประเทศของสนามบินฮาเนดะ โตเกียว จะเปลี่ยนจาก “Haneda Airport International Terminal” เป็น “Haneda Airport Terminal 3” ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2020 เป็นต้นไป เพื่อการรองรับการเพิ่มขึ้นของเที่ยวบินระหว่างประเทศ ที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม นี้ อีกทั้งมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความสับสนของผู้ใช้บริการ เนื่องจากอาคารเทอร์มินอล “Haneda Airport Terminal 2” ที่เคยใช้รองรับเที่ยวภายในประเทศ ก็จะใช้เพื่อรองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศด้วยเช่นกัน เมื่อมีการเพิ่มอาคารเทอร์มินอลระหว่างประเทศขึ้นมา จึงต้องมีการเปลี่ยนชื่อตามไปด้วย

นอกจากนี้เมื่อมีการเปลี่ยนชื่ออาคารเทอร์มินอลในสนามบินฮาเนะดะแล้ว ทางรถไฟที่เข้าสู่สนามบินฮาเนดะก็ต้องมีการเปลี่ยนชื่อสถานีด้วย โดยรถไฟเคคิว (Keikyu) จะเปลี่ยนชื่อ 2 สถานี คือ จากสถานี Haneda Airport Domestic Terminal เป็น Haneda Airport Terminal 1-2และ เปลี่ยนจาก สถานี Haneda Airport International Terminal เป็น Haneda Airport Terminal 3  ในส่วนของรถไฟโตเกียวโมโนเรล (Tokyo Monorail) ก็มีเปลี่ยนชื่อ 1 สถานี เช่นกัน คือ เปลี่ยนจาก สถานี Haneda Airport International Terminal เป็น Haneda Airport Terminal 3

UFABET เว็บตรง